<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598</id><updated>2011-07-15T07:42:08.970+07:00</updated><title type='text'>วิถีชาวพุทธ</title><subtitle type='html'>&lt;strong&gt;เพื่อเป็นที่พบปะ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การเจริญสติ ตามมหาสติปัฏฐานสูตร&lt;/strong&gt;&lt;br&gt;&lt;br&gt;

หากต้องการสอบถามเกี่ยวกับการดูจิต ขอเชิญที่ &lt;a href="http://www.wimutti.net"&gt;http://www.wimutti.net/&lt;/a&gt;(ดูจิต ด้วยความรู้สึกตัว)</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>พัลวัน</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13014913429181551381</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='26' src='http://www.geocities.com/vsirivat/giant.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>34</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-115855046153001887</id><published>2006-09-18T10:28:00.000+07:00</published><updated>2006-09-18T10:34:21.543+07:00</updated><title type='text'>คำถาม-ตอบที่ 10</title><content type='html'>ถาม&lt;br /&gt;เมื่อปฏิบัติด้วยการดูทั้งกายทั้งจิต ผมพบว่า ผมติดคำบริกรรมน่ะครับ&lt;br /&gt;ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นสิบๆปี ผมเคยฝึกปฏิบัติแนวสมถะที่...น่ะครับ&lt;br /&gt;ที่ว่าติดก็คือ อย่างเช่น พอจิตรับรู้ความโกรธ จิตตัวที่รู้ จะรู้ แต่ตามมาจะมีจิตอีกตัว&lt;br /&gt;ที่มาพูดในใจว่า "จิตโกรธ, โกรธ, โกรธนะ ฯลฯ"ซึงก็ยังดีที่มีบางครั้ง (แต่น้อยครั้งนัก)&lt;br /&gt;ที่คำบริกรรมเหล่านี้ ไม่ตามมาอ.ที่เคยสอนวิปัสสนาผมท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า&lt;br /&gt;ผมเป็นคนย้ำคิดย้ำทำมันก็เลยเป็นวิบากกรรม ฉะนั้น เมื่อคำเหล่านี้มันมา&lt;br /&gt;ก็รู้แค่ว่า มันมาก็เท่านั้นการที่ผมจะไปแก้ ไม่ใช่ทางที่ถูกใช่ไหมครับ&lt;br /&gt;ยึดหลักที่ว่า รู้ลูกเดียวและวางใจว่า คำเหล่านี้ มันก็เป็นอนัตตา?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ตอบ&lt;br /&gt;กรณีติดคำบริกรรมหลังจากที่รู้สภาวะแล้วนั้น&lt;br /&gt;เราไม่ต้องหาทางแก้นะครับ เพียงแค่ตามรู้ต่อไปว่า จิตหลงไปบริกรรม ก็พอครับ&lt;br /&gt;หากสังเกตดี ๆ จะพบว่า ตอนแวบที่รู้สึกว่าจิตมีความโกรธนั้นคือการรู้ที่ถูกแล้ว&lt;br /&gt;เพราะรู้แบบไม่จงใจ ไม่จ้องที่จะรู้ แต่มันรู้แวบขึ้นมาเอง อีกทั้งไม่ใช่การคิดเอาด้วย&lt;br /&gt;แต่พอรู้ได้แล้ว จิตจะหลงไปคิดนึกคำบริกรรมทันที (ตรงนี้เป็นหารหลงครั้งใหม่แล้ว)&lt;br /&gt;หากเราเห็นได้ว่า จิตที่หลงไปบริกรรมนั้น ไม่ใช่การรู้ ต่อไปพอจิตหลงไปเราก็จะรู้ว่าจิตหลงไป&lt;br /&gt;แล้วมันจะเลิกบริกรรมไปเองครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt;ถาม&lt;br /&gt;อ. ผม เข้าใจว่า จะเรียนมาทางสายวัดป่า โดยท่านบอกว่า&lt;br /&gt;ถ้าหากยังดูรูปไม่ได้จะไม่มีทางเข้าใจเรื่องการดูจิตได้เลย&lt;br /&gt;ผมก็เลยงงๆ ว่าต้องดูรูปให้ได้ถึงขนาดไหนกัน&lt;br /&gt;เพราะจนถึงตอนนี้ ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าผมเห็นรูปปรมัตถ์บ้างหรือยัง&lt;br /&gt;บางที เวลายืน ผมรู้ว่าเป็นรูปยืนก็สงสัยตัวเองว่า ที่เรารู้เนี่ย เพราะสัญญา&lt;br /&gt;หรือว่า เรารู้จริงๆกันแน่&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สรุปก็คือ &lt;/strong&gt;ตอนนี้ ความรู้สึกไหนที่เด่นชัดขึ้นมาผมก็ไปตามรู้อันนั้นก่อนน่ะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ตอบ&lt;br /&gt;ทำตามที่สรุปเอาไว้นั่นแหละครับ&lt;br /&gt;อ.ท่านผ่านการรู้รูปมาก่อนท่านก็ย่อมเข้าใจว่าต้องรู้รูปมาก่อนครับ&lt;br /&gt;ส่วนผมเองไม่เคยผ่านการรู้รูปมาก่อนแต่มาหัดรู้จิตไปเลย&lt;br /&gt;ก็เลยเข้าใจว่าไม่จำเป็นต้องผ่านการรู้รูปมาก่อนก็สามารถรู้จิตได้ครับ&lt;br /&gt;การภาวนาของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันในรายละเอียด&lt;br /&gt;เราเองก็ต้องสังเกตว่าเราเองควรที่จะรู้รูปก่อนหรือรู้จิตไปเลยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt;ถาม&lt;br /&gt;อันนี้ เป็นปัญหาสำคัญ เวลานั่งสมาธิ พอทุกอย่างเริ่มนิ่งจิตจะไปจับที่ลมหายใจ&lt;br /&gt;โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ หากต้องการให้หายใจได้โดยอัตโนมัติจะยิ่งสลัดไม่หลุด&lt;br /&gt;ผมก็ตามรู้ว่า จิตไปติดลมหายใจแต่เมื่อจิตหลุดไปจากลมหายใจปุ๊ป&lt;br /&gt;คือ ถ้ามีความรู้สึกเกี่ยวกับคำว่า "ลมหายใจ"ปุ๊ป มันก็จะกลับมาแช่อยู่ที่ลมหายใจอีก&lt;br /&gt;คราวนี้ ปัญหาก็คือ เมื่อจิตเข้ามาจับที่ลมหายใจแล้วเนี่ย&lt;br /&gt;จะทำให้อึดอัดไม่สบาย ปวดหัวไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดีครับตรงนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ตอบ&lt;br /&gt;หากภาวนาแล้วเกิดอาการอึดอัด ไม่สบาย ปวดหัว&lt;br /&gt;ก็คงเป็นเพราะเราไปเพ่งลมหายใจแล้วครับ&lt;br /&gt;ทางเลือกในกรณีแบบนี้ก็มีคือ หยุดภาวนาแบบที่ทำอยู่&lt;br /&gt;แล้วลองใช้รูปแบบอื่นแทนที่ทำแล้วไม้อึดอัดไม่ปวดหัว&lt;br /&gt;หรือไม่ก็ให้ หัดรู้สภาวะเพ่ง สภาวะอึดอัดปวดหัวไปก็ได้&lt;br /&gt;หรือไม่ก็ ให้ผ่อนน้ำหนักการตามดูลมหายใจให้เบาลงกว่าเดิมจนไม่เกิดอาการเพ่งครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt;ถาม&lt;br /&gt;หลวงพ่อ มักจะพูดประจำว่า ถ้าสงสัยก็ให้รู้ว่าสงสัย แต่ไม่ทราบว่าถ้าเกิดเป็น วิจิกิจฉา ขึ้นมา&lt;br /&gt;ก็จะต้องหากัลยาณมิตรมาไขข้อข้องใจไม่ใช่เหรอครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ตอบ&lt;br /&gt;ที่หลวงพ่อปราโมทย์พูดนั้น&lt;br /&gt;ท่านพูดถึงในขณะที่เรากำลังเจริญสติ (เจริญวิปัสสนา) นะครับ&lt;br /&gt;ส่วนกรณีที่เราต้องการหาคำตอบจริง ๆ เราจึงค่อยสอบถามจากผู้รู้เอาครับ&lt;br /&gt;แต่ส่วนมากแล้ว หากเรารู้ว่าจิตมีความสงสัยได้&lt;br /&gt;เรื่องที่เราสงสัยก็จะไม่ใช่เรื่องสำคัญที่ต้องดิ้นรนหาคำตอบ&lt;br /&gt;จะรู้คำตอบหรือไม่ก็ไม่สำคัญเท่ากับได้รู้ว่าจิตสงสัย&lt;br /&gt;ไม่สำคัญเท่ากับได้รู้ว่าจิตอยากหาคำตอบครับ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ถาม&lt;br /&gt;ผมฟังธรรมบรรยายของหลวงพ่อมาหลายไฟล์แล้ว แต่ยังไม่เจอวิธีการทำอาณาปนสติตามแนวของหลวงพ่อเลย อยากศึกษาไว้เวลาจิตเหนื่อยล้าจะได้พักน่ะครับถ้าไม่เป็นการรบกวน ช่วยอธิบายมาสั้นๆจะเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ตอบ&lt;br /&gt;เรื่องอานาปานสตินั้น ผมเองคงไม่สามารถบอกได้ครับว่าต้องทำอย่างไร&lt;br /&gt;เคยฟังจากหลวงพ่อ ท่านบอกว่าเป็นกรรมฐานที่ทำยากมาก&lt;br /&gt;ส่วนมากทำแล้วกลายเป็นการเพ่งลมมากกว่าที่จะตามรู้ลมได้จริงครับ&lt;br /&gt;หากจะทำกรรมฐานเพื่อการพักก็ต้องทำสมถะครับ&lt;br /&gt;ส่วนจะใช้รูปแบบใด้ก็คงต้องหาศึกษาเอาตามตำรับตำราที่สอนการทำสมถะนะครับ&lt;br /&gt;ผมเองทำสมถะไม่เป็นก็เลยบอกให้ไม่ได้ว่าควรทำอย่างไร&lt;br /&gt;บอกได้แต่ทำแล้วจิตควรที่จะมีความสงบ ตั้งมั่น ปราศจากนิวรณ์ ครับ&lt;br /&gt;เมื่อทำเสร็จแล้วก็ให้ตามรู้จิตต่อไปทันทีครับ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-115855046153001887?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/115855046153001887/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=115855046153001887' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/115855046153001887'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/115855046153001887'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2006/09/10.html' title='คำถาม-ตอบที่ 10'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-114343520830543112</id><published>2006-03-27T11:50:00.000+07:00</published><updated>2006-03-27T11:53:28.306+07:00</updated><title type='text'>คำถาม-ตอบที่ 9</title><content type='html'>&lt;strong&gt;ถาม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ดิฉันได้ทำสมาธิตามแนวทางของหลวงปู่ดูลย์ คือการเฝ้าดูประพฤติของจิตจนจิตสงบ&lt;br /&gt;แต่มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นและทำให้ดิฉันเป็นกังวลจนถอนอกจากสมาธิ&lt;br /&gt;นั่นคือความรู้สึกว่ามีร่างกายได้หายไป เหลื่อแต่เพียงดวงจิตที่ปรากฎชัดอยู่&lt;br /&gt;ความรู้สึกนี้ทำให้จิตที่เป็นสมาธิอยู่เกิดการสั่นไหว และต้องถอนออกจากสมาธิในที่สุด &lt;br /&gt;ดิฉันไม่ทราบว่าจะต้องทำอย่างไรดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;ตอบ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;ผมขอเรียนตามตรงว่า ผมไม่ได้ทำสมาธิแบบที่คุณ...เล่ามาเลยครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;ผมจะใช้การเจริญสติสัมปชัญญะในชีวิตประจำวันเป็นหลักจึงไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบที่คุณ...เล่าไว้ครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;แต่ถ้าจะใช้หลักการเจริญสติกับเหตุการณืนี้ ก็ใช้ได้ครับคือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;มีหลักอยู่ที่ให้รู้อาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและเรารู้สึกได้ชัดอย่างมีสติสัมปชัญญะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;ดังนั้นเมื่อทำสมาธิไปแล้วรู้สึกว่าร่างกายหายไปจนเกิดความกังวล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;ก็ให้เฝ้ารู้เฝ้าดูไปที่ความรู้สึกกังวล เดี๋ยวเดียวความรู้สึกกังวลก็จะดับไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;ต่อไปไม่ว่าจะเกิดความรู้สึกอย่างไรก็ให้เฝ้ารู้เฝ้าดูไปที่ความรู้สึกนั้นครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;แต่ต้องเข้าใจด้วยนะครับว่าการทำสมาธิแบบนี้จะเป็นการทำสมถะเท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;เมื่อเสร็จจากการทำสมถะแล้ว ก็ควรหัดเจริญวิปัสสนาด้วยนะครับ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-114343520830543112?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/114343520830543112/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=114343520830543112' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/114343520830543112'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/114343520830543112'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2006/03/9.html' title='คำถาม-ตอบที่ 9'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-114343500568046025</id><published>2006-03-27T11:45:00.000+07:00</published><updated>2006-03-27T11:50:05.696+07:00</updated><title type='text'>คำถาม-ตอบที่ 8</title><content type='html'>&lt;strong&gt;ถาม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ตรงหนังสือ หัดรู้หัดดู ที่บอกว่า ถ้าเผลอ ก็รู้ว่าเผลอ จิตจะต้องมีลักษณะเป็นเพียงผู้รู้ผู้ดูอยู่&lt;br /&gt;หรือเพียงแค่รู้แค่ดู ได้โดยตัวเอง คือไม่ได้เกิดจากการที่เราไปบังคับหรือไปควบคุม&lt;br /&gt;แต่จะเป็นไปโดยอัตโนมัติเมื่อจิตไปรับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง&lt;br /&gt;เปรียบเหมือนกับเราที่นั่งเหม่อ พอมีคนมาสะกิดเรียก&lt;br /&gt;เราก็เหมือนตื่นจากฝัน โดยที่ไม่มีการตั้งใจตื่นเลยแม้แต่น้อย&lt;br /&gt;การจงใจทำอะไรขึ้นมาเพื่อให้รู้ว่าเผลอไปได้เร็วขึ้นนั้น&lt;br /&gt;ล้วนแต่เป็นการทำไปเพราะถูกความอยากบงการให้ทำ ทำไปก็ไม่เกิดการรู้การดูที่ถูกต้องหรอก&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;รบกวนถามว่า ความจงใจทำอะไรเพื่อนให้รู้ว่าเผลอเร็วขึ้น ทำอย่างไรค่ะ ในเมื่อตัวเองกำลังเผลออยู่&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;ตอบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;เรื่องการจงใจจะทำอะไรเพื่อให้รู้ว่าเผลอได้เร็วนั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;หมายถึงการจงทำนั่นทำนี่โดยอยากให้ตัวเองรู้ว่าเผลอได้เร็วขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;ซึ่งแต่ละคนก็จะใช้รูปแบบที่แตกต่างกันไป เช่นบางคนก็พยายามหรือจงใจที่จะกระพริบตาให้บ่อย ๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;บางคนก็พยายามหรือจงใจที่จะยกมือบ่อย ๆ ฯลฯ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;ซึ่งการทำแบบนี้มันจะเป็นการกระทำที่เกินกว่าจะเป็นไปตามปกติธรรมดา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;และยิ่งทำไปเพราะอยากให้รู้ตัวเร็วขึ้นก็ยิ่งทำให้ไม่รู้ตัวครับ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-114343500568046025?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/114343500568046025/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=114343500568046025' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/114343500568046025'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/114343500568046025'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2006/03/8.html' title='คำถาม-ตอบที่ 8'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-114189726613515462</id><published>2006-03-09T16:31:00.000+07:00</published><updated>2006-03-09T16:41:06.150+07:00</updated><title type='text'>คำถาม-ตอบที่ 7</title><content type='html'>&lt;strong&gt;ถาม&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ได้ฟังเกี่ยวการตามดูจิตนะค่ะ ก็พยายามหัดทำตาม แต่มีข้อสงสัยจะถามน่ะคะ คือว่า ขณะที่เราฟังผู้สนทนา แล้วเราโกรธ เราก็จะรู้ว่าเราโกรธ มีทั้งรับรู้ถึงอารมณ์ที่โกรธ รับรู้ถึงความร้อนที่เกิดในตัว และการเต้นของหัวใจที่เต้นแรง  แสดงว่า เราจะต้องดูสลับไปสลับมา ว่าสิ่งใดชัดขึ้นในจิตในขณะนั้น ดูไปเรื่อยๆ จนกว่า จะเห็นว่าความรู้สึกนั้นมันหายไป ใช่หรือเปล่าค่ะ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;strong&gt;ตอบ&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;strong&gt;ใช่ครับ&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถาม&lt;br /&gt;และถ้ามันหายไป แล้วอีกประเดี๋ยวกลับมาอีก ก็กลับไปดูอีกใช่เปล่าค่ะ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;strong&gt;ตอบ&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ใช่ครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ถาม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ในบางครั้ง อาจจะมีอารมณ์อื่น เข้ามาแทรก เราจะต้องดูสิ่งที่มากระทบ ว่าสิ่งใหนชัดเจนต่อจิตมากที่สุด ณ.ขณะนั้น ใช่หรือเปล่าค่ะ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;strong&gt;ตอบ&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ใช่ครับ &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;คุณ...เข้าใจหลักการดูจิตถูกแล้วครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;ถาม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;รบกวนถามอีกเรื่องน่ะคะ เมื่อเกิดอาการเจ็บขึ้นมา เคยได้ยินว่า ให้รู้ว่าเจ็บ แต่ให้ไปรู้ที่ใจ ไม่ทราบว่าทำอย่างไรค่ะ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;strong&gt;ตอบ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;อาการเจ็บนี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือภาวนาได้ 2 แนวครับคือ&lt;br /&gt;1. พอรู้ชัดว่าเจ็บ จิตก็จะเกิดรู้สึกตัวและรับรู้อาการเจ็บไปแบบเป็นเพียงผู้ดูเท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;2. ถ้าอาการเจ็บมากจนไม่อาจเป็นเพียงผู้ดูอยู่ได้ (จิตจะแนบแน่นกับอาการเจ็บ)&lt;br /&gt;หากเกิดรู้สึกว่าดูไม่ได้ ก็อาจย้อนไปดูอาการของจิตหรือดูใจที่รู้สึกเป็นทุกข์&lt;br /&gt;หรือดูใจที่รู้สึกกังวน หรือดูใจที่รู้สึกไม่ยินดีต่ออาการเจ็บ ก็ได้ครับ&lt;br /&gt;แต่ไม่ว่าเราจะดูแนวที่ 1 หรือ 2 ก็ตาม สิ่งที่บ่งบอกว่าเราดูได้จริงก็คือ&lt;br /&gt;ดูแล้วจิตต้องเกิดความรู้สึกตัว (เกิดสติสัมปชัญญะ) ที่จะรับรู้สิ่งที่ถูกดูอยู่&lt;br /&gt;แบบเป็นเพียงผู้ดูเท่านั้นครับ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ถาม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;มีคำถามสงสัยอีกคำถามหนึ่งน่ะคะ คือ ให้รู้สิ่งที่กำลังปรากฏด้วยจิตที่เป็นกลาง &lt;br /&gt;คำว่าเป็นกลาง หมายความว่า ไม่เพ่งจ้องมาก ใช่หรือเปล่าคะ หรือหมายความว่า ถ้าดูสภาวะอารมณ์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไม่เข้าข้างอาการ หรือว่าอยางไรค่ะ ตรงนี้ยังสงสัย ไม่ทราบจะถามใคร&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;strong&gt;ตอบ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ จิตที่เป็นกลางนั้น ก็หมายถึง&lt;br /&gt;การรู้สิ่งต่าง ๆ แบบรู้เฉยๆ ดูเฉยๆ ไม่ทำอะไรกับสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่&lt;br /&gt;เช่นพอรู้ว่าโกรธก็ไม่จัดการกับความโกรธ แค่รู้แค่ดูมันไปเท่านั้นครับ&lt;br /&gt;หรือจะหมายถึงการรู้แบบไม่เพ่งไม่จ้องก็ได้ครับ&lt;br /&gt;เพราะการเพ่งหรือจ้องดูนั้น จะเป็นการกระทำที่เกิดจากจิตที่ไม่เป็นกลาง&lt;br /&gt;เช่นอยากทำให้สิ่งที่กำลังเกิดอยู่นั้นหายไปเป็นต้น&lt;br /&gt;หรืออยากที่จะดูให้เข้าใจมาก ๆ เพื่อหวังว่าจะละวางสิ่งนั้นลงได้เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ถาม&lt;br /&gt;แล้วเวลาที่เราตามรู้กาย (เช่นเดิน เราไปรับรู้ถึงอาการเดิน แนบแน่นเกินไปน่ะค่ะ) &lt;/p&gt;&lt;p&gt;แล้วเรารู้สึกว่าตึง ปวดหัว เราเปลี่ยนด้วยการเปลี่ยนอิริยาบท นี้ถูกต้องหรือเปล่าค่ะ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;หรือว่าเราควรจะทำ อย่างไรค่ะ บางครั้งรู้ว่าตัวเองไม่ได้เพ่งจ้องน่ะคะ แต่ทำไมมันมีอาการตึง ที่หัวน่ะค่ะ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;(อาการลักษณะนี้เป็นบ่อยค่ะ เราจะรู้ได้อย่างไรค่ะ ว่านี้เป็นอาการทางกาย หรือ เป็นเพราะว่าเพ่งมากเกินไปค่ะ)&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;strong&gt;ตอบ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;อาการนี้คงเป็นการเพ่งแน่ครับ&lt;br /&gt;แต่อาจเกิดจากการตั้งใจหรือจงใจที่จะตามรู้มากกว่า&lt;br /&gt;ถึงจะเปลี่ยนอิริยาบถก็คงไม่หายหรอกครับ&lt;br /&gt;ต้องหยุดจงใจหรือเจตนาที่จะตามรู้กาย&lt;br /&gt;หรือต้องผ่อนความตึงในการตามรู้ลงครับ&lt;br /&gt;หรือให้รู้ทุกข์หรือความตึงปวดหัว&lt;br /&gt;อย่าอยากให้มันหาย ไม่หายก็ไม่หาย ตามรู้ทุกข์ไปเรื่อย ๆ ไม่นานก็หายได้ครับ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-114189726613515462?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/114189726613515462/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=114189726613515462' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/114189726613515462'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/114189726613515462'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2006/03/7.html' title='คำถาม-ตอบที่ 7'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-113781568110645120</id><published>2006-01-21T10:51:00.000+07:00</published><updated>2006-01-21T10:54:41.116+07:00</updated><title type='text'>คำถาม-ตอบที่ 6</title><content type='html'>ถาม&lt;br /&gt;การรู้ อย่างที่หลวงพ่อปราโมทย์สอนนั้น&lt;br /&gt;คือการดูความรู้สึกที่เกิดจากประสาทสัมผัสทั้งหก(รวมใจด้วย) ใช่มั้ยครับ&lt;br /&gt;แต่ผมรู้สึกว่าหากจะดูความรู้สึกเฉยๆ โดยไม่มีอะไรเหนี่ยวไว้ (เช่นลมหายใจ )&lt;br /&gt;มันก็ยากมากที่จะหา ตัวรู้นั้นเจอ&lt;br /&gt;อาจารย์มีวิธีอะไรในการจับความรู้สึก รู้ บ้างครับ&lt;br /&gt;เพราะบางทีพอดูออกว่า รู้นะคิดอะไรอยู่ .. เจ้าความคิดนั้น ก็หายไปเฉยเลย แล้วมันก็จะไปรู้ที่กายแทน (หรือที่ลมหายใจ)&lt;br /&gt;ไม่ทราบว่าผมปฏิบัติมาถูกมั้ยครับ ตอนนี้เอาลมหายใจเป็นตัวเหนี่ยวให้เกิดสัมปชัญญะ อย่างเดียวเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6600cc;"&gt;ตอบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6600cc;"&gt;หลวงพ่อจะสอนให้รู้ความรู้สึกของใจที่เกิดจากการกระทบอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจเองครับ&lt;br /&gt;ซึ่งในการรู้ความรู้สึกของใจนั้น จะเป็นการรู้แบบรู้ไปตรง ๆ ซื่อ ๆ ว่า จิตใจมีความรู้สึกอย่างไร&lt;br /&gt;เช่นถ้าตากระทบรูปแล้วเกิดดีใจก็ให้รู้ว่าจิตมีความดีใจ&lt;br /&gt;หรือถ้าตากระทบรูปแล้วเกิดโทสะ ก็ให้รู้ว่าจิตมีโทสะ&lt;br /&gt;ท่านไม่ได้สอนเพื่อให้หา ตัวรู้ นะครับ&lt;br /&gt;และในการรู้ว่าจิตเป็นอย่างไร ก็ไม่ต้องมีอะไรมาเหนี่ยวรั้งเอาไว้เลยครับ&lt;br /&gt;แต่ถ้าพอรู้ว่าจิตเป็นอย่างไรแล้ว จิตนั้นก็จะดับไป&lt;br /&gt;หลังจากนั้นก็แล้วแต่ว่าจิตจะไปสนใจรู้อะไรต่อ&lt;br /&gt;บางคนก็อาจไปรู้ลมหายใจต่อ บางคนก็อาจไปรู้กายที่คลื่อนไหวต่อ&lt;br /&gt;หรือจะไปรู้อะไรต่อก็แล้วแต่ความถนัดของแต่ละครับ&lt;br /&gt;พอไปรู้อะไรต่อแล้ว เดี๋ยวจิตก็จะเกิดความรู้สึกอันใหม่ขึ้น&lt;br /&gt;เราก็ตามรู้ความรู้ว่าจิตว่าเป็นอย่างไรอีกครั้ง&lt;br /&gt;ทำแบบนี้สลับกันไปเรื่อย ๆ  โดยไม่ต้องมองหา ตัวรู้ นะครับ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-113781568110645120?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/113781568110645120/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=113781568110645120' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/113781568110645120'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/113781568110645120'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2006/01/6.html' title='คำถาม-ตอบที่ 6'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-113505405761918378</id><published>2005-12-20T11:45:00.000+07:00</published><updated>2005-12-20T11:47:37.633+07:00</updated><title type='text'>คำถาม-ตอบที่ 5</title><content type='html'>ถาม&lt;br /&gt;การทำสมถะมีความจำเป็นต่อนักปฏิบัติไหมคะ  โดยเฉพาะเมื่อเราถนัดที่จะมาดูจิต&lt;br /&gt;เนื่องจากดิฉันนั่งสมาธิได้ แต่ก็ไม่ถึงกับสงบ ดิ่งลึก  แค่ตั้งมั่นอยู่ชั่วขณะ  แล้วก็ไม่สามารถ&lt;br /&gt;นั่งสงบได้นาน จิตมันมักจะเผลอไปคิด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาที่ภาวนา ดิฉันจึงมักดูเอาว่าจิตมันไปคิดอะไร  จึงเหมือนว่าจริงๆ แล้วเหมือนกับปฏิบัติดูจิตในระหว่างวัน&lt;br /&gt;เพียงแต่เราหลับตา เริ่มต้นด้วยการภาวนาเพื่อให้จิตสงบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆ ตอนนี้ก็เห็นจิตที่มันสงสัยอยู่  ก็ดูที่ตัวสงสัยแล้ว  แต่ก็อยากทราบคำตอบน่ะค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ตอบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ถ้าจะว่ากันจริง ๆ แล้วการทำสมถะ (ฝึกสัมมาสมาธิเพื่อให้จิตตั้งมั่น)&lt;br /&gt;ก็จำเป็นสำหรับคนส่วนมากเลยครับ&lt;br /&gt;จะมีส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่สามารถทำสมถะได้&lt;br /&gt;ต้องอาศัยการเจริญสติหรือ ดูจิต ซึ่งก็จะทำให้จิตตั้งมั่นได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าคุณกุ้งพอจะทำสมถะได้บ้างก็ทำไปทุกวัน วันละนิดละหน่อยก็ดีครับ&lt;br /&gt;ตอนทำสมถะก็ทำไป พอทำเสร็จแล้วก็ดูจิตต่อไปเลย&lt;br /&gt;เพราะการทำสมถะบ้างนั้น จะช่วยให้เรา ดูจิต ในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น&lt;br /&gt;ส่วนจะใช้อุบายอะไรทำสมถะก็ได้ตามแต่จะถนัดครับ&lt;br /&gt;จะดูจิตไปเรื่อย ๆ ตอนนั่งหลับตาแบบที่ทำอยู่ก็ได้ครับ&lt;br /&gt;ขอเพียงทำแล้วจิตมีความสงบ-ตั้งมั่น ได้ตามสมควรก็พอแล้วครับ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-113505405761918378?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/113505405761918378/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=113505405761918378' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/113505405761918378'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/113505405761918378'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/12/5.html' title='คำถาม-ตอบที่ 5'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-113419040875687804</id><published>2005-12-10T11:51:00.000+07:00</published><updated>2005-12-10T11:54:55.436+07:00</updated><title type='text'>คำถาม-ตอบที่ 4</title><content type='html'>&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;ถาม&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ดิฉันอ่านหนังสือ และเปิดฟังธรรมปรารภของหลวงพ่อปราโมทย์ และนำไปหัดปฏิบัติดู&lt;br /&gt;และได้อ่านหนังสือของอาจารย์สุรวัฒน์ด้วยค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยปกติก็จะนั่งสมาธิเพื่อให้จิตสงบ ให้สติมีกำลัง&lt;br /&gt;ส่วนระหว่างวันก็จะเจริญสติ แรกๆ ก็ลืมปฏิบัติไปบ้าง พอรู้ตัวว่าเผลอก็หันมาดูจิต&lt;br /&gt;รู้สึกว่าสามารถรู้ความโกรธได้ง่าย หลังๆ มานี้เห็นตัวหงุดหงิดเกิดขึ้นได้เร็วขึ้นโดยเฉพาะเวลาขับรถ&lt;br /&gt;พอรู้ว่าหงุดหงิดความรู้สึกหงุดหงิดก็หายไป ไม่แน่ใจว่าปฏิบัติมาถูกทางแล้วหรือยังคะ&lt;br /&gt;บางวันรู้สึกเหมือนว่าปฏิบัติดูจิตจะรู้สึกว่าเหนื่อย เป็นเพราะเรารู้ว่ามันเกิดดับ เกิดดับตลอด&lt;br /&gt;แล้วการนั่งสมาธิ ทำสมถะยังจำเป็นอยู่หรือเปล่าคะ เพราะบางทีก็รู้สึกว่าเหนื่อย อยากให้จิตสงบบ้าง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;ตอบ&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;หากรู้ว่าจิตมีความโกรธหรือหงุดหงิดแล้วความโกรธหรือความหงุดหงิดหายไปก็ถูกแล้วครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การดูจิตในชีวิตประจำวันแล้วรู้สึกเหนื่อยนี่ก็เป็นเรื่องปกติครับ&lt;br /&gt;เหมือนเราทำงานทั้งวันก็ย่อมต้องเหนื่อยเป็นธรรมดา&lt;br /&gt;หากคุณกุ้งรู้สึกเหนื่อยและอยากพักผ่อนด้วยการทำสมถะก็จำเป็นครับ&lt;br /&gt;ถ้าไม่พักเลยก็จะแย่เอาครับ&lt;br /&gt;การทำสมถะนั้นต้องเข้าใจว่าเราทำเพื่อเป็นการพักผ่อนนะครับ&lt;br /&gt;เมื่อพักจนหายเหนื่อยแล้ว ก็ดูจิตต่อไป&lt;br /&gt;ดูจิตแล้วเหนื่อยก็พัก สลับกันไปแบบนี้แหละครับ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-113419040875687804?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/113419040875687804/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=113419040875687804' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/113419040875687804'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/113419040875687804'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/12/4.html' title='คำถาม-ตอบที่ 4'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-113341455782314887</id><published>2005-12-01T12:18:00.000+07:00</published><updated>2005-12-01T12:22:37.843+07:00</updated><title type='text'>วิถีแห่งความสุข</title><content type='html'>&lt;strong&gt;วิถีแห่งความสุข&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ความสุขมีอะไรบ้าง?&lt;br /&gt;                ได้ลาภ&lt;br /&gt;                ได้ยศ&lt;br /&gt;                ได้สรรเสริญ&lt;br /&gt;                มีความสบายกายสบายใจ&lt;br /&gt;                ได้รับในสิ่งที่ต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ของคู่กับความสุข?&lt;br /&gt;ได้ลาภ - เสื่อมลาภ (ลาภหาย)&lt;br /&gt;                ได้ยศ - เสื่อมยศ&lt;br /&gt;                ได้สรรเสริญ - ถูกนินทา&lt;br /&gt;                สบายกายสบายใจ - ทุกข์กายทุกข์ใจ&lt;br /&gt;                สมหวังในสิ่งที่ต้องการ - ไม่สมหวังในสิ่งที่ต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครบ้างไม่ต้องการความสุข?...ยกมือขึ้น&lt;br /&gt;                ไม่มีเลยเหรอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครบ้างต้องการความทุกข์?...ยกมือขึ้น&lt;br /&gt;                ไม่มีคนยกมืออีกแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนเราก็ล้วนแต่รัก-ชอบความสุข และเกลียด-ไม่ชอบความทุกข์&lt;br /&gt;พอเกิดความสุขก็ยินดีพอใจ หวงความสุข ต้องให้ความสุขคงอยู่ตลอดไป&lt;br /&gt;พอความสุขมลายหายไป ก็เสียใจ หาทางทำให้ความสุขเกิดอีก&lt;br /&gt;พอมีความสุขก็อยากให้สุขขึ้นไปอีก ดิ้นรน แสวงหาความสุขที่ยังไม่เกิด&lt;br /&gt;ลงมือทำอะไรต่อมิอะไรสารพัด เพียงเพื่อให้มีความสุขตามที่ตัวเองต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอเกิดความทุกข์ก็ไม่ยินดีไม่พอใจ อยากให้หายทุกข์&lt;br /&gt;หาทางผลักไส ทำลายความทุกข์ให้ดับดิ้นสิ้นไป&lt;br /&gt;ไม่น่าเชื่อเลยว่า บางคนถึงกับลงมือทำในสิ่งที่เลวร้ายที่สุด&lt;br /&gt;เพียงเพื่อให้ตัวเองได้รับความสุข หรือเพียงเพื่อทำให้ตัวเองหายจากความทุกข์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วังวนของความสุข-ความทุกข์&lt;br /&gt; (เป็นรูปแสดงถึง การหมุนเวียนของ กิเลส &gt; กรรม &gt; วิบาก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วังวนนี้จะหมุนต่อเนื่องกันไม่รู้จักจบจักสิ้น&lt;br /&gt;เพราะคนเรา   ไม่รู้ว่า … ที่จริงแล้วความสุขนั้นไม่อาจเกิดขึ้นกับเราตลอดเวลา&lt;br /&gt;ไม่รู้ว่า … ที่จริงแล้วความสุขนั้นล้วนแต่ทำให้เราต้องดิ้นรน เพื่อให้ได้สุข เพื่อจะหนีทุกข์&lt;br /&gt;ไม่รู้ว่า … ที่จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นว่าเป็นความสุขนั้น จะไปจบลงที่เป็นทุกข์&lt;br /&gt;ไม่รู้ว่า … ที่จริงแล้วเรากำลังถูกความสุขหลอกลวง จนในที่สุดเราต้องตกลง&lt;br /&gt; ไปอยู่ในความทุกข์ไปตราบนานแสนนาน&lt;br /&gt;ไม่รู้ว่า … ความสุขที่แท้จริง ที่ไม่หลอกลวงให้เราตกลงไปอยู่ในความทุกข์นั้นมีอยู่หรือไม่&lt;br /&gt;เมื่อเราไม่รู้ เราจึงหลงวนเวียนอยู่ในวังวนของความสุข-ความทุกข์ไปไม่รู้จักจบจักสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีคนส่วนหนึ่งเกิดฉุกคิดได้ว่า&lt;br /&gt;หากยังอยู่ในวังวนชีวิตแบบนี้ ยังไง ๆ ก็ต้องทุกข์  ยังไง ๆ ก็ไม่อาจสุขได้อย่างแท้จริง&lt;br /&gt;จึงคิดที่จะแสวงหาความสุขที่แท้จริง&lt;br /&gt;ด้วยเชื่อว่า … ต้องมีทางที่จะออกไปจากวังวนของความสุข-ความทุกข์ได้อย่างแท้จริง&lt;br /&gt;      ไม่ต้องวนเวียนเป็นสุขเป็นทุกข์กันอีกต่อไป&lt;br /&gt;                จึงได้ลงมือทำตามที่ตัวเองคิดว่าจะเป็นทางที่จะพาออกไปจากวังวนของความสุข-ความทุกข์ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุด&lt;br /&gt;ก็มีมหาบุรุษผู้หนึ่งออกจากวังวนได้สำเร็จ&lt;br /&gt;แล้วก็ป่าวประกาศว่า….&lt;br /&gt;                ทางออกจากวังวนนั้นมีอยู่ ผู้ใดเดินตามทางนั้นก็จะไม่เป็นทุกข์อีกเลย&lt;br /&gt;มีผู้ได้ยินมหาบุรุษบอกทางให้ ก็ลงเดินตามทางนั้น จนไม่เป็นทุกข์อีกเลยเช่นกัน&lt;br /&gt;มหาบุรุษผู้นั้น ได้ชื่อว่า พระพุทธเจ้า&lt;br /&gt;ทางที่มหาบุรุษผู้นั้นป่าวประกาศไว้ ได้ชื่อว่า พระธรรม&lt;br /&gt;ผู้ที่เดินตามทางที่มหาบุรุษป่าวประกาศไว้ ได้ชื่อว่า พระสงฆ์&lt;br /&gt;(ต่อมามีผู้เดินตามทางที่มหาบุรุษป่าวประกาศไว้มากขึ้นจึงได้ชื่อว่า พุทธบริษัท ๔)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระพุทธเจ้าทรงประกาศทางไว้ว่า&lt;br /&gt;ผู้ใดต้องการพ้นไปจากวังวนของความสุข-ความทุกข์ ก็ให้มาเดินตามทาง ๆ นี้&lt;br /&gt;ทาง ๆ นี้คือ&lt;br /&gt;ทุกข์นั้น ให้รู้ด้วยความเพียร ด้วยความมีสัมปชัญญะ มีสติ&lt;br /&gt;เหตุที่ทำให้เป็นทุกข์ (สมุทัย) นั้น ให้ละเสีย&lt;br /&gt;สภาวะที่ไม่เป็นทุกข์ (นิโรธ) นั้น ทำให้แจ้งให้ปรากฏ&lt;br /&gt;มรรคทั้ง ๘ นั้น ทำให้มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มรรคทั้ง ๘ มีอะไรบ้าง&lt;br /&gt;ความเห็นชอบ ( สัมมาทิฏฐิ )&lt;br /&gt;ความดำริชอบ ( สัมมาสังกัปปะ )&lt;br /&gt;เจรจาโดยชอบ ( สัมมาวาจา )&lt;br /&gt;ทำการโดยชอบ ( สัมมากัมมันตะ )&lt;br /&gt;เลี้ยงชีพโดยชอบ ( สัมมาอาชีวะ )&lt;br /&gt;ความเพียรชอบ ( สัมมาวายามะ )&lt;br /&gt;ระลึกชอบ ( สัมมาสติ )&lt;br /&gt;จิตตั้งมั่นชอบ ( สัมมาสมาธิ )&lt;br /&gt;มรรค ทั้ง ๘ ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน จะเลือกทำเพียงบางข้อไม่ได้&lt;br /&gt;เปรียบเหมือนเชือกเส้นใหญ่ที่ต้องเอาเชือกเส้นเล็ก ๆ มาฟั่นรวมกัน&lt;br /&gt;หากเส้นเล็ก ๆ ขาดไปบางเส้น เชือกนั้นก็ใช้งานได้ไม่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเห็นชอบ&lt;br /&gt;เป็นทุกข์ คืออะไร&lt;br /&gt;อะไรคือเหตุทำให้เป็นทุกข์&lt;br /&gt;ความไม่เป็นทุกข์ คืออะไร&lt;br /&gt;วิธีปฏิบัติเพื่อไม่ให้เป็นทุกข์ มีอะไรบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นทุกข์ระดับเบื้องต้น&lt;br /&gt;เกิด แก่ เจ็บ ( ป่วย ) ตาย&lt;br /&gt;เจอะเจอสิ่งที่ไม่ชอบไม่พอใจ&lt;br /&gt;พลัดพรากจากสิ่งที่รัก&lt;br /&gt;ไม่สมหวังในสิ่งต่าง ๆ&lt;br /&gt;เศร้าโศกเสียใจ-รำพึงรำพัน&lt;br /&gt;ความลำบาก&lt;br /&gt;ทุกข์ระดับนี้เป็นความทุกข์ที่ต้องเกิดกับทุกคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นทุกข์ระดับกลาง&lt;br /&gt;จิตที่หลงไปยึดว่า สิ่งต่าง ๆ ทั้งภายนอกและภายในตัวเอง&lt;br /&gt;รวมทั้งหลงไปยึดว่ากายและใจ ( จิต ) เป็นตัวเรา เป็นของเรา&lt;br /&gt;ทุกข์ในระดับนี้ แม้แต่กำลังมีความสุขก็เป็นทุกข์&lt;br /&gt;ถ้าเข้าใจทุกข์ระดับนี้ได้ ก็จะเป็นทุกข์น้อยลง เช่นขณะกำลังป่วย&lt;br /&gt;จิตใจก็ไม่รู้สึกว่าเป็นทุกข์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นทุกข์ระดับละเอียด&lt;br /&gt;กาย ใจ ( จิต ) ซึ่งเป็นที่ตั้งอยู่ของความยึดมั่น เป็นทุกข์&lt;br /&gt;ถ้าเห็นทุกข์แบบนี้อย่างแจ่มแจ้ง ก็จะไม่หลงยึดกายยึดใจ แล้วจะไม่เป็นทุกข์อีกเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อะไรคือเหตุให้เป็นทุกข์&lt;br /&gt;ก็คือความอยาก ( ตัณหา )&lt;br /&gt;ตัณหามี 3 ลักษณะคือ อยากได้ อยากเป็น ไม่อยากได้ไม่อยากเป็น&lt;br /&gt;ถ้ายังมีความอยาก ก็ยังต้องอยู่ในวังวนของความสุข-ความทุกข์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความไม่เป็นทุกข์&lt;br /&gt;ก็คือ การที่เราไม่มีความอยาก&lt;br /&gt;ไม่หลงไปยึดเอาทุกอย่างแม้แต่กายและจิตเองว่าเป็นตัวเรา ของเรา&lt;br /&gt;เมื่อไม่ยึดก็ไม่ทุกข์ ไม่ทุกข์แม้แต่กำลังเจ็บ ( ป่วย) กำลังตาย&lt;br /&gt;ไม่ทุกข์ ทั้ง ๆ ที่ยังมีชีวิตเหมือนคนอื่นทั่ว ๆ ไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีปฏิบัติเพื่อไม่ให้เป็นทุกข์&lt;br /&gt;ต้องทำมรรค ทั้ง ๘ ให้บ่อย ๆ ให้ต่อเนื่องจนเกิด ผล เป็นความพ้นทุกข์&lt;br /&gt;มรรคต้องทำทั้ง ๘ ข้อ ทำเพียงบางส่วนไม่ได้&lt;br /&gt;หากทำเพียงบางส่วน ก็จะไม่พ้นจาก การเป็นทุกข์ได้&lt;br /&gt;การทำมรรคเพียงบางข้อ ได้ผลแค่ทำให้ชีวิตมีความสงบสุข แต่ไม่เกิดผลเป็นความพ้นทุกข์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความดำริชอบ&lt;br /&gt;ดำริที่จะออกจากเรื่องของกาม&lt;br /&gt;ดำริที่จะไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน&lt;br /&gt;แค่ดำริ (คิด ตั้งใจ) เท่านั้น ไม่ใช่การจัดการกับเรื่องของกาม พยาบาท เบียดเบียน ให้แตกหักกันไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจรจาโดยชอบ&lt;br /&gt;พูดในสิ่งที่เป็นความจริง&lt;br /&gt;ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดเพ้อเจ้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำการโดยชอบ&lt;br /&gt;ไม่ฆ่าสัตว์&lt;br /&gt;ไม่ลักทรัพย์&lt;br /&gt;ไม่ประพฤติผิดในกาม&lt;br /&gt;ไม่ทำการใดที่เป็นการทำให้ตัวเองและผู้อื่นเดือดร้อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เลี้ยงชีพโดยชอบ&lt;br /&gt;ไม่ยังชีพด้วยสิ่งที่เป็นโทษ เช่น ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เสพยาเสพติด&lt;br /&gt;ไม่หาเลี้ยงชีพด้วยอาชีพที่ผิดกฎหมาย และไม่เป็นไปตามมรรคข้ออื่น ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเพียรชอบ&lt;br /&gt;เพียร = ทำให้บ่อย&lt;br /&gt;เพียรป้องกันอกุศลที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิด&lt;br /&gt;เพียรละจากอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว&lt;br /&gt;เพียรทำกุศลที่ยังไม่เกิด ให้เกิด&lt;br /&gt;เพียรทำกุศลที่เกิดแล้ว ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป&lt;br /&gt;ง่าย ๆ ก็ เพียรทำดี - ละชั่ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระลึกชอบ&lt;br /&gt;ให้มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ  ในขณะที่รับรู้สิ่งต่าง ๆ ( กาย เวทนา จิต ธรรม ) ด้วยการเห็นเป็นเพียงสิ่งที่มีการเกิดขึ้น-เสื่อมดับไปเป็นธรรมดา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จิตตั้งมั่นชอบ&lt;br /&gt;ให้มีจิตตั้งมั่น ไม่หลงเพลิดเพลินไปในสิ่งต่าง ๆ ที่กำลังปรากฏ&lt;br /&gt;จิตตั้งมั่นชอบ ได้ชื่อว่า สัมมาสมาธิ&lt;br /&gt;สัมมาสมาธิจะคล้ายกับสมาธิที่เรารู้จักกัน แต่ต้องมีความไม่หลงเพลิดเพลิน&lt;br /&gt;ไปในสิ่งต่าง ๆ ( มีสติบริสุทธิ์ ) เป็นลักษณะเด่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การดูหนัง อ่านหนังสือ ฯลฯ ด้วยความหลงเพลิดเพลินไปกับหนังหรือเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ&lt;br /&gt;เรียกว่า มีสมาธิ แต่ไม่ใช่สัมมาสมาธิ&lt;br /&gt;แม้แต่การนั่งสมาธิทำจิตจนมีความสุขสงบ ถ้ายังหลงเพลิดเพลินไปกับความสุขสงบ&lt;br /&gt;ไม่เห็นว่าความสุขสงบนั้นก็เกิดขึ้นเสื่อมดับไปเป็นธรรมดา ก็ยังไม่ใช่สัมมาสมาธิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำมรรคทั้ง ๘ ให้มาก ทำอย่างไร&lt;br /&gt;ทำได้ด้วยการ ฝึกให้มีความรู้สึกตัวบ่อย ๆ ในแต่ละวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รู้สึกตัวเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;รู้สึกตัว = ไม่เผลอ&lt;br /&gt;เผลอ จะลืมตัวเอง ไม่รู้สึกว่ามีตัวเองอยู่ในโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เผลอไป จริงไหม?&lt;br /&gt;ดูหนัง ดูทีวี ก็เผลอไปได้&lt;br /&gt;พูดโทรศัพท์ ก็เผลอไปได้&lt;br /&gt;มองสาวสวย (มองหนุ่มหล่อ) ก็เผลอไปได้&lt;br /&gt;โกรธ ก็เผลอไปเหมือนกัน&lt;br /&gt;เผลอได้กับทุก ๆ กิจกรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทันทีที่รู้สึกตัว ก็จะรู้ว่า เมื่อกี้เผลอไป&lt;br /&gt;เมื่อหัดสังเกตจนรู้สึกได้จริง ๆ ว่า เมื่อกี้เผลอไป ก็จะพบว่า&lt;br /&gt;ทันทีที่รู้สึกตัว จะรู้สึกผ่อนคลาย สบาย ๆ ไม่เพ่งจ้อง&lt;br /&gt;(การเพ่งจ้องจะทำให้มึน ตึง หนัก ซึ่งยังไม่ใช่การรู้สึกตัว)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เผลอไปแล้ว ก็แล้วกันไป&lt;br /&gt;ใคร ๆ ก็เผลอไปกันทุกคน คนที่ไม่เผลอเลยคือคนที่พ้นจากวังวนของความสุข-ทุกข์ได้แล้ว&lt;br /&gt;ไม่ต้องพยายามทำให้ไม่เผลอ&lt;br /&gt;ยิ่งรู้ว่าเผลอบ่อย ก็ยิ่งรู้สึกตัวได้บ่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รู้สึกตัวได้ ก็เห็นจิตใจตัวเองได้&lt;br /&gt;เห็นจิตใจตัวเองมีอาการต่าง ๆ นา ๆ &lt;br /&gt;เดี๋ยวก็มีความโกรธ เดี๋ยวก็มีความพอใจ เดี๋ยวก็เหม่อลอย เดี๋ยวก็คิดโน่นคิดนี่ ฯลฯ&lt;br /&gt;เมื่อเห็นจิตใจตัวเองมีอาการต่าง ๆ นา ๆ&lt;br /&gt;ก็ให้ แค่ดู ไปเท่านั้น ไม่ต้องพยายามแก้ไขจิตใจตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แค่ดูจิตใจตัวเองเท่านั้น&lt;br /&gt;จิตจะดีหรือไม่ดี ก็ไม่ต้องพยายามแก้ไขจิตใจตัวเอง&lt;br /&gt;การแค่ดูจิตใจตัวเอง เป็นการทำให้เกิดปัญญา รู้แจ้งความจริงว่า&lt;br /&gt;จิตนั้นไม่เที่ยง (อนิจจัง)&lt;br /&gt;จิตนั้นเป็นทุกข์ (ทุกขัง)&lt;br /&gt;จิตนั้นไม่ใช่ตัวตนที่จะบังคับได้ (อนัตตา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อรู้แจ้งความจริง&lt;br /&gt;สามารถปล่อยวางความเห็นผิด&lt;br /&gt;ไม่ก่อเหตุที่จะทำให้ทุกข์&lt;br /&gt;สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ด้วยจิตใจที่ไม่เป็นทุกข์&lt;br /&gt;จะเป็นผู้ รู้-ตื่น-เบิกบานระหว่างวัน ได้ตามที่พระพุทธองค์ทรงประกาศหนทางเอาไว้ให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปแนวการเจริญมรรคแบบง่าย ๆ&lt;br /&gt;๑. รู้สึกตัวให้เป็น&lt;br /&gt;๒. แค่ดูจิตใจตัวเองตามที่เป็นจริง (ดูจิตด้วยความรู้สึกตัว) ไปเรื่อย ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนทางยังมีอยู่&lt;br /&gt;ผู้เดินทางยังไม่ขาดสาย&lt;br /&gt;ลงมือเสียแต่วันนี้ ก่อนที่กระแสลมแห่งกาลเวลา&lt;br /&gt;จะพัดพารอยพระบาทของท่านจางหายไป&lt;br /&gt;เพราะถึงเวลานั้นพวกเราก็จะต้องระหกระเหินไร้ทิศทางไปอีกนานแสนนาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุรวัฒน์  เสรีวิวัฒนา&lt;br /&gt;๑๘ พ.ย. ๒๕๔๘&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-113341455782314887?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/113341455782314887/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=113341455782314887' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/113341455782314887'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/113341455782314887'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/12/blog-post.html' title='วิถีแห่งความสุข'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-113098394496080446</id><published>2005-11-03T09:08:00.000+07:00</published><updated>2005-11-03T09:16:03.530+07:00</updated><title type='text'>คำถาม-ตอบที่ 3</title><content type='html'>ถาม&lt;br /&gt;ปกติหลังเลิกงานดิฉันจะสวดมนต์ก่อนนอน และนั่งสมาธิ&lt;br /&gt;ซึ่งดิฉันได้เคยไปปฎิบัติธรรมกับคณะของ...&lt;br /&gt;แต่ดิฉันก็ไม่ได้นำวิธีที่ได้รับมาปฎิบัติเท่าไหร่&lt;br /&gt;เพราะรู้สึกว่าไม่ตรงกับวิสัยตัวเองดิฉันจะถนัดกับการนั่งกำหนดลมหายใจเข้าออก&lt;br /&gt;จากประสบการณ์ที่นั่ง ก็ได้มีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้นแต่ก็ไม่เข้าใจ&lt;br /&gt;และไม่รู้ว่าจะกำหนดอย่างไรเพราะจากที่อ่านมาบ้างในเว็บ ที่ว่า&lt;br /&gt;ให้รู้สภาวะที่เกิดขึ้นแต่ไม่ยึดติดกับสิ่งที่เกิดขึ้น ดิฉันจึงไม่แน่ใจว่า&lt;br /&gt;ตัวเองปฏิบัติถูกต้องหรือไม่ คือบางครั้งดิฉันมีอาการแน่นตรงหน้าผาก ดั้งจมูก&lt;br /&gt;หัวไหล่ หน้าอก และไล่ลงมาจนถึงปลายเท้า ดิฉันเหมือนจะหมดลมหายใจ&lt;br /&gt;จึงล้มลงนอนแต่ไม่ได้ลืมตา จนทุกอย่างคลายตัว จึงลืมตาและขยับตัวได้&lt;br /&gt;และบางครั้งนั่งแล้วรู้สึกตัวเองเป็นก้อนกลม หดลง แต่ก็แค่ชั่วครู่เดียว&lt;br /&gt;และล่าสุดนั่งสมาธิอยู่แล้วรู้สึกเหมือนมีอะไรมาดันให้หงายหลัง&lt;br /&gt;โดยดันจากด้านล่าง เหมือนยกให้หงายหลัง ดิฉันรู้สึกวูบเดียวก็ตกใจ&lt;br /&gt;แต่ไม่ได้ลืมตา นั่งกำหนดลมหายใจต่อ&lt;br /&gt;จึงอยากให้ชี้แนะว่าดิฉันควรนั่งอย่างไร จึงจะก้าวหน้าและถูกวิธีค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ตอบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่า ปัจจุบันผมเองไม่ได้ปฏิบัติโดยการนั่งสมาธิ&lt;br /&gt;หรือกำหนดลมหายใจแต่อย่างใด เนื่องจาก &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ก่อนหน้าที่จะหันมาเจริญสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;ได้เคยนั่งสมาธิมาก่อนร่วม 10 ปี แต่จิตไม่มีอาการสงบเลย&lt;br /&gt;มีแต่แน่นตึง ฟุ้งซ่าน และหลับ ทุกครั้งที่นั่งสมาธิ&lt;br /&gt;จึงได้เลิกนั่งสมาธิแล้วใช้การเจริญสติในชีวิตประจำวันแทน&lt;br /&gt;ซึ่งการหันมาเจริญสติในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;กลับทำให้จิตใจมีความสงบโดยง่าย ไม่ฟุ้งซ่านและแน่นตึงอีก &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ผมมีความเห็นว่า&lt;br /&gt;การปฏิบัติด้วยวธีใดก็ตาม ถ้าทำแล้วจิตไม่มีความสุขสงบเป็นเบื้องต้น&lt;br /&gt;การปฏิบัตินั้นก็ไม่เหมาะกับเราเอง เพราะจิตที่ไม่สุขสงบจะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ไม่สามารถใช้ในการเจริญปัญญาได้&lt;br /&gt;ดังนั้นกรณีของคุณ... ผมจึงมีความเข้าใจว่า&lt;br /&gt;การปฏิบัติน่าจะยังมีจุดผิดพลาดคือ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;น่าจะยังมีอาการเพ่งลมมากกว่าที่จะรู้ลมหายใจอย่างมีสติมีสัมปชัญญะ&lt;br /&gt;ผมจึงขอแนะนำว่า ควรที่จะหัดสังเกตให้ได้ก่อนว่า&lt;br /&gt;จิตที่เพ่งลมหายใจ กับจิตที่รู้ลมหายใจอย่างเป็นธรรมชาตินั้น &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;มีความต่างกันอย่างไร เพื่อที่จะได้ปรับการปฏิบัติให้ถูกต้อง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;คือสามารถรู้ลมหายใจได้อย่างเป็นธรรมชาติ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ไม่มีการเพ่งจ้องจนเกิดอาการตามที่เล่าไว้ครับ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;วิธีที่ใช้ได้ผลดีก็คือ หัดสังเกตว่า เมื่อกี้เผลอไป ตามวิธีในหนังสือ&lt;br /&gt;รู้-ตื่น-เบิกบานระหว่างวัน หรือตามหนังสือ แค่ดูก็รู้แจ้ง ก็ได้ครับ&lt;br /&gt;การหัดสังเกตว่า เมื่อกี้เผลอไป จะทำได้ง่ายกว่าสังเกตอาการเพ่งโดยตรง&lt;br /&gt;และถ้าสังเกตได้บ่อย ๆ ก็จะเห็นอาการเพ่งได้เอง และจะทราบว่า&lt;br /&gt;การไม่เผลอ ไม่เพ่งลมหายใจ ก็คือ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;การรู้ลมหายใจได้อย่างเป็นธรรมชาตินั่นเองครับ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;สุรวัฒน์&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-113098394496080446?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/113098394496080446/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=113098394496080446' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/113098394496080446'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/113098394496080446'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/11/3.html' title='คำถาม-ตอบที่ 3'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-113063493538754272</id><published>2005-10-30T08:11:00.000+07:00</published><updated>2005-10-30T08:17:06.590+07:00</updated><title type='text'>คำถาม-ตอบที่ 2</title><content type='html'>&lt;strong&gt;ถาม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผมเริ่มสนใจพุทธศาสนา เพื่อให้เป็นพุทธศาสนิกมากกว่าในบัตรประชาชน เมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง&lt;br /&gt;(ขณะนี้อายุ 37แล้วครับ) ได้ฟังธรรมะ(MP3)จาก พระอาจารย์ปราโมทย์&lt;br /&gt;รู้สึกว่าคงถูกจริตกับตนเอง แต่ยังมีคำถามที่อยากจะเรียนถามพระอ.&lt;br /&gt;แต่ผมคิดว่าอาจจะเป็นการรบกวนพระอ. จึงเรียนถามทางคณะทำงานเบื้องต้นก่อน ดังนี้ คือ&lt;br /&gt;ขณะนี้เวลาโกรธผมเริ่มสังเกตุว่าผมโกรธ แต่ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ผมรู้ รู้จากการคิดหรือรู้ด้วยจิต&lt;br /&gt;(เพราะว่าในความรู้สึกเหมือนกับเป็นการบอกตนเองว่าโกรธอีกแล้ว) สองสิ่งนี้แตกต่างกันอย่างไรครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;strong&gt;ตอบ&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;การสังเกตุเห็นความโกรธได้นั้น เป็นการรู้ด้วยจิตครับ&lt;br /&gt;เพราะจิตทำหน้าที่รู้อารมณ์ แต่เมื่อจิตไปรู้ความโกรธแล้ว&lt;br /&gt;ก็จะมีความจำได้ว่า นั่นเป็นความโกรธ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นธรรมชาติของจิตเอง&lt;br /&gt;แต่ในการภาวนาเราไม่ต้องไปใส่ใจกับชื่อของสิ่งที่จิตไปรู้ก็ได้&lt;br /&gt;แค่รู้ว่ามีความโกรธก็พอแล้วครับ&lt;br /&gt;ตอนนี้ก็หัดรู้ไปเรื่อย ๆ ก่อน แล้วก็คอยสังเกตความรู้สึก&lt;br /&gt;หรืออาการของจิตหลังจากที่รู้ว่ามีความโกรธด้วยนะครับว่า&lt;br /&gt;อาการของจิตหลังจากรู้ว่ามีความโกรธแล้ว จิตมีอาการอย่างไรบ้างเช่น&lt;br /&gt;ไม่พอใจที่มีความโกรธไหม อยากให้ความโกรธหายไหม&lt;br /&gt;ไม่อยากโกรธไหม หรือว่ารู้แล้วก็ยังแสดงท่าทางไปตามความโกรธไหม&lt;br /&gt;หัดสังเกตุไปเรื่อย ๆ สังเกตุแบบแค่ดูนะครับ คือจะเป็นยังไงก็ไม่เป็นไร&lt;br /&gt;ให้เพยงแค่ดูไปเท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-113063493538754272?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/113063493538754272/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=113063493538754272' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/113063493538754272'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/113063493538754272'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/10/2.html' title='คำถาม-ตอบที่ 2'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-112925914030471745</id><published>2005-10-14T10:03:00.000+07:00</published><updated>2005-10-14T10:05:40.313+07:00</updated><title type='text'>คำถาม-ตอบที่ 1</title><content type='html'>&lt;strong&gt;&lt;em&gt;ถาม&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ดิฉันเป็นผู้ที่สนใจในการปฏิบัติธรรมโดยการดูจิตโดยได้ศึกษาจากหนังสือประทีปส่องธรรม ได้ปฏิบัติโดยถ้ารู้สึกฟุ้งซ่านคิดไม่หยุดจะดับความฟุ้งซ่านก่อนโดยรู้ลมหรือไม่ก็รู้อริยาบถเดินเมื่อรู้สึกว่าความฟุ้งซ่านลดลงจึงจะดูอารมณ์ ดูความคิดที่เกิดขึ้น เช่น บางครั้งมีสิ่งกระทบทำให้โกธรก็จะเห็นความร้อนรุ่มในจิตใจของตนอยากเถียงบางครั้งถ้าสิ่งที่กระทบไม่รุนแรงมากก็สามารถที่จะระงับกริยาโต้ตอบไปได้แต่ก็จะยังเห็นว่ามีบางอย่างลุกโพลงอยู่ แต่บางครั้งเมื่อเห็นก็ดับไปเลยในกรณีที่เหตุนั้นไม่กระทบรุนแรง มีครั้งหนึ่งไฟดับขณะเข้าห้องน้ำ เห็นความรู้สึกตกใจชัดเจน เหมือนความตกใจแยกอยู่ แต่มีความสงบซ้อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง จึงขอเรียนถามอาจารย์สุรวัฒน์ว่าทำอย่างนี้ใช่การดูจิตหรือไม่ขอความกรุณาอาจารย์ช่วยแนะนำด้วยค่ะ คนรอบข้างไม่มีใครแนะนำได้เลยค่ะ สิ่งที่รู้สึกดีๆกับเรื่องการดูจิตคือเมื่อประเมินตัวเองแล้วความโกธรที่ปกติรุนแรงและแสดงกริยาไม่ดีกับผู้อื่นได้ลดลงไปอย่างน่าพอใจค่ะ แต่ยังไม่แน่ใจตนเองว่าได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระอาจารย์ปราโมชย์ถูกต้องหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ตอบ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ผมมีความเห็นว่า มาถูกทางแล้วครับ&lt;br /&gt;ต่อไปก็ทำแบบที่ทำมานี่แหละครับ คือคอยดูสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความสงบ ฯลฯ ที่เกิดขึ้นไปเรื่อย ๆ&lt;br /&gt;โดยไม่พยายามที่จะระงับ ไม่พยายามที่จะรักษาจิต แค่ดูไปเรื่อย ๆ เท่านั้นนะครับ&lt;br /&gt;แล้วก็...ถ้ามีเวลาก็ไปกราบหลวงพ่อปราโมทย์บ้างนะครับ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-112925914030471745?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/112925914030471745/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=112925914030471745' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/112925914030471745'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/112925914030471745'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/10/1.html' title='คำถาม-ตอบที่ 1'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-112754319126403269</id><published>2005-09-24T13:19:00.000+07:00</published><updated>2005-09-24T13:26:31.270+07:00</updated><title type='text'>เป้าหมายการภาวนา</title><content type='html'>การภาวนานั้นไม่ว่าจะภาวนาอย่างไร หรือภาวนาตามแนวทางไหนก็ตาม&lt;br /&gt;ต้องมีเป้าหมายอยู่ที่ &lt;strong&gt;เห็นกายนี้-จิตนี้ ไม่เที่ยง-เป็นทุกข์-ไม่ใช่ตัวตน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าภาวนาแล้วไปรู้โน่น รู้นี่ เห็นโน่น เห็นนี่ แม้จะมากมายจนสุดประมาณ&lt;br /&gt;แต่ไม่เห็นเลยว่า กายนี้-จิตนี้  ไม่เที่ยง-เป็นทุกข์-ไม่ใช่ตัวตน ละก็&lt;br /&gt;ยังเป็นใบไม้นอกกำมืออยู่นั่นแหละ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-112754319126403269?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/112754319126403269/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=112754319126403269' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/112754319126403269'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/112754319126403269'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/09/blog-post_24.html' title='เป้าหมายการภาวนา'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-111707389845221948</id><published>2005-05-26T09:16:00.000+07:00</published><updated>2005-09-21T10:36:02.686+07:00</updated><title type='text'>การจัดพิมพ์หนังสือ</title><content type='html'>เพื่อให้การดำเนินการจัดพิมพ์หนังสือมีแนวทางที่ชัดเจน&lt;br /&gt;ผมจึงขอสรุปแนวทางให้ทุกท่านเข้าใจตรงกันว่า&lt;br /&gt;1. การจัดพิมพ์หนังสือ จะพิมพ์ทั้ง 3 เล่มคือ&lt;br /&gt;รู้-ตื่น-เบิกบานระหว่างวัน&lt;br /&gt;นับหนึ่ง&lt;br /&gt;แค่ดูก็รู้แจ้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. การพิมพ์จะพิมพ์เพื่อแจกเป็นธรรมทานเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. จัดการด้านการเงิน&lt;br /&gt;ให้ทำบัญชีเป็น 4 ส่วนคือ&lt;br /&gt;3.1 ส่วนของเล่ม รู้-ตื่น-เบิกบานระหว่างวัน&lt;br /&gt;3.2 ส่วนของเล่ม นับหนึ่ง&lt;br /&gt;3.3 ส่วนของเล่ม แค่ดูก็รู้แจ้ง&lt;br /&gt;3.4 ส่วนที่ไม่เจาะจงเล่มที่จะพิมพ์&lt;br /&gt;การจ่ายเงินค่าพิมพ์ทุกครั้งที่มีการสั่งพิมพ์&lt;br /&gt;ให้ตัดจ่ายจากบัญชีของแต่ละเล่มก่อนทั้งหมด&lt;br /&gt;หากไม่พอให้ตัดจากส่วนที่ 3.4 เพิ่มตามจำนวนที่ยังขาดอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. การรับบริจาคหรือร่วมพิมพ์หนังสือ&lt;br /&gt;4.1ให้ผู้บริจาคหรือผู้ร่วมพิมพ์ ระบุด้วยว่า ต้องการร่วมพิมพ์หรือบริจาคเพื่อพิมพ์เล่มใด&lt;br /&gt;หากไม่ได้ระบุหรือไม่สามารถติดต่อเพื่อยืนยันความประสงค์ได้&lt;br /&gt;ก็ให้นำเข้าบัญชีส่วนที่ 3.4&lt;br /&gt;4.2 ให้ผู้บริจาคหรือผู้ร่วมพิมพ์ แจ้งความประสงค์ว่า ต้องการรับหนังสือหรือไม่&lt;br /&gt;ถ้าต้องการรับหนังสือ ต้องการรับหนังสือรายการใดบ้าง จำนวนกี่เล่ม&lt;br /&gt;และให้แจ้งที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ เพื่อความสะดวกในการรับหนังสือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. การดูแลการจัดพิมพ์หนังสือในระยะยาว&lt;br /&gt;จะพยายามติดต่อให้สำนักพิมพ์สักที่หนึ่ง&lt;br /&gt;รับดูแลเรื่องการจัดพิมพ์สำหรับแจกเป็นธรรมทาน&lt;br /&gt;ใครต้องการหนังสือเพื่อแจกก็ให้ติดต่อกับสำนักพิมพ์โดยตรงได้เลย&lt;br /&gt;(ตอนนี้พี่ธนาเสนอ สนพ.ธรรมดา )&lt;br /&gt;หากไม่มีสำนักพิมพ์ใดรับดูแลให้ ก็อาจให้ทาง ลานธรรม ดูแลให้&lt;br /&gt;เพราะเห็นมีโครงการจัดการดูแลเรื่องการพิมพ์หนังสือด้วย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-111707389845221948?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/111707389845221948/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=111707389845221948' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111707389845221948'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111707389845221948'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/05/blog-post_26.html' title='การจัดพิมพ์หนังสือ'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-111586289349556804</id><published>2005-05-12T08:54:00.000+07:00</published><updated>2005-05-12T08:54:53.500+07:00</updated><title type='text'>แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๙</title><content type='html'>ตอนที่ ๙&lt;br /&gt;รู้แจ้งอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อแค่ดูกาย แค่ดูจิตได้ ก็จะเห็นกายนี้ เห็นจิตนี้ เป็นเพียงแค่สิ่งที่ถูกดูถูกรู้อยู่&lt;br /&gt;เมื่อแค่ดูไปเรื่อย ๆ บ่อย ๆ และต่อเนื่องสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;ก็จะเกิดความรู้แจ้งขึ้นได้ว่า&lt;br /&gt;กายนี้ จิตนี้ย่อมมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา&lt;br /&gt;กายนี้ จิตนี้ย่อมมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา&lt;br /&gt;กายนี้ จิตนี้ย่อมเป็นทุกข์&lt;br /&gt;กายนี้ จิตนี้ไม่อาจจะบังคับให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้&lt;br /&gt;และไม่ควรที่จะไปยึดมั่นถือมั่นว่ากายนี้ จิตนี้เป็นตัวเราของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเกิดขึ้นของความรู้แจ้งที่ว่านี้&lt;br /&gt;ต้องเป็นการเกิดขึ้นจากการที่เราแค่ดูกาย แค่ดูจิตอยู่เรื่อย ๆ&lt;br /&gt;ไม่ใช่เกิดจากการที่เราบังคับควบคุม หรือพยายามทำกาย ทำใจ ทำจิต&lt;br /&gt;ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือไม่ใช่เกิดจากการอ่าน การฟัง การคิด ๆ เอาหรอกนะ&lt;br /&gt;และถึงแม้ใครจะอ่านมากแค่ไหน ฟังมากแค่ไหน คิด ๆ เอามากแค่ไหน&lt;br /&gt;หรือใครจะเข้าใจ จดจำ ข้อธรรมต่าง ๆ ได้มากแค่ไหนก็ตามเถอะ&lt;br /&gt;ถ้าไม่ได้ผ่านการฝึกดูกาย ฝึกดูจิต แบบแค่ดูมาก่อนละก็&lt;br /&gt;สิ่งที่เข้าใจ จดจำได้นั้น จะเป็นเพียงความรู้เท่านั้น ไม่ใช่การรู้แจ้งแต่อย่างใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อแค่ดูจนรู้แจ้งได้แล้ว&lt;br /&gt;ความยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวง&lt;br /&gt;ก็จะลดน้อยลงจนหมดสิ้นไปตามลำดับ&lt;br /&gt;ความหมดสิ้นไปของความยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งทั้งหลาย&lt;br /&gt;จนกระทั่งไม่ยึดมั่นถือมั่นแม้แต่กายและจิตตัวเองนี่แหละ&lt;br /&gt;ที่เป็นที่สุดของพุทธศาสนา&lt;br /&gt;การที่เราพากเพียรปฏิบัติเจริญภาวนากันมา&lt;br /&gt;ก็เพื่อที่สุดของพระพุทธศาสนากันไม่ใช่เหรอ&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นอย่าได้ทำอะไรให้เป็นการเนิ่นช้าเสียเวลาอยู่เลย&lt;br /&gt;ตั้งใจเพียรฝึกดูกาย ดูจิต กันเถิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ไม่แน่นะ....เมื่อฝึกดูกาย ดูจิต แบบแค่ดูแล้ว&lt;br /&gt;อาจทำให้เรารู้แจ้งขึ้นได้ง่าย ๆ&lt;br /&gt;จนถึงกับยิ้มออกมาว่า&lt;br /&gt;มรรคผลพระนิพพานมีอยู่จริง....&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา&lt;br /&gt;พฤษภาคม ๒๕๔๘&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-111586289349556804?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/111586289349556804/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=111586289349556804' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111586289349556804'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111586289349556804'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/05/blog-post_111586289349556804.html' title='แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๙'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-111586285629692618</id><published>2005-05-12T08:53:00.000+07:00</published><updated>2005-05-12T08:54:16.306+07:00</updated><title type='text'>แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๘</title><content type='html'>ตอนที่ ๘&lt;br /&gt;การฝึกดูกาย – ดูจิต ต้องระวังอะไรบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องระวังอะไรบ้างเหรอ…ก็คงมีไม่กี่อย่างที่ต้องระวังกัน&lt;br /&gt;ที่สำคัญคือให้ระวังในเรื่องของการบังคับกายบังคับจิต&lt;br /&gt;คือ อย่าบังคับกาย อย่าบังคับจิต&lt;br /&gt;อย่าทำให้กายหรือจิตมีอาการเป็นไปตามที่เราต้องการ&lt;br /&gt;เช่น เมื่อฝึกดูกายด้วยการดูลมหายใจ ก็ไม่ต้องคอยบังคับลมหายใจ&lt;br /&gt;หรือคอยปรับลมหายใจให้สั้นให้ยาวแต่อย่างใด&lt;br /&gt;ปล่อยให้ร่างกายหายใจสั้นหรือยาวไปตามที่ควรจะเป็นตามธรรมชาติ&lt;br /&gt;แล้วเราแค่ดูลมหายใจนั้นไปเรื่อย ๆ&lt;br /&gt;คราใดที่ลมหายใจสั้น ก็แค่ดูลมหายใจที่สั้นนั้น&lt;br /&gt;คราใดที่ลมหายใจยาว ก็แค่ดูลมหายใจที่ยาวนั้น&lt;br /&gt;คราใดที่ลมหายใจหยาบ ก็แค่ดูลมหายใจที่หยาบนั้น&lt;br /&gt;คราใดที่ลมหายใจละเอียด ก็แค่ดูลมหายใจที่ละเอียดนั้น&lt;br /&gt;เพียงแค่นี้ก็จะรู้แจ้งได้ โดยไม่ต้องทำลมหายใจให้เป็นแบบนั้นแบบนี้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทำนองเดียวกัน ถ้าจะฝึกดูกายด้วยอิริยาบถใดก็ตาม&lt;br /&gt;หรือฝึกดูกายด้วยการเคลื่อนไหวใด ๆ ก็ตาม&lt;br /&gt;ก็ไม่ต้องบังคับการเคลื่อนไหวของร่างกาย&lt;br /&gt;ปล่อยให้ร่างกายเคลื่อนไหวไปตามปกติธรรมดา&lt;br /&gt;เช่น การเดิน ก็เดินไปตามปกติธรรมดา&lt;br /&gt;จะเดินช้าเดินเร็วก็ปล่อยไปตามปกติ แล้วก็แค่ดูกายที่กำลังเดินไปเท่านั้น&lt;br /&gt;และถ้าในระหว่างเดิน เกิดไปรู้สึกชัดอยู่ที่ความปวดเมื่อย&lt;br /&gt;ก็แค่ดูความปวดเมื่อยนั้นต่อไป&lt;br /&gt;หรือถ้านั่ง ๆ อยู่แล้วปวดเมื่อย แต่เกิดไปรู้สึกชัดที่ร่างกายซึ่งกำลังขยับ&lt;br /&gt;เพื่อบรรเทาความปวดเมื่อย ก็แค่ดูกายที่ขยับต่อไป&lt;br /&gt;อย่าใช้วิธีการบังคับ กดข่มความปวดเมื่อยด้วยการกระทำใด ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการฝึกดูจิตก็เหมือนกัน&lt;br /&gt;อย่าบังคับจิตให้เกิดอาการตามที่ต้องการ&lt;br /&gt;ปล่อยให้จิตมีสิ่งต่าง ๆ ปรากฏขึ้นตามเหตุปัจจัย&lt;br /&gt;เช่น ถ้ามีเหตุให้จิตเกิดความโกรธก็ปล่อยไป&lt;br /&gt;เมื่อเรารู้ชัดว่าจิตมีความโกรธแล้วรู้สึกตัวขึ้น ก็แค่ดูไป&lt;br /&gt;หรือถ้าจิตมีเหตุให้เกิดความยินดีในกามก็ปล่อยไป&lt;br /&gt;เมื่อเรารู้ชัดว่าจิตมีความยินดีในกามแล้วรู้สึกตัวขึ้น ก็แค่ดูไป&lt;br /&gt;หรือถ้าจิตมีเหตุให้ความคิดฟุ้งซ่านก็ปล่อยไป&lt;br /&gt;เมื่อเรารู้ชัดว่าจิตคิดฟุ้งซ่านแล้วรู้สึกตัวขึ้น ก็แค่ดูไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ้อ...แล้วอย่าบังคับตัวเองให้เอาแต่ดูกาย หรือเอาแต่ดูจิตอย่างเดียวนะ&lt;br /&gt;ให้ดูแบบที่เคยบอกไว้ในตอนที่แล้วคือ&lt;br /&gt;หากมีการรับรู้ทางกายได้ชัดแล้วรู้สึกตัวขึ้น ก็ให้ดูกายไป&lt;br /&gt;หากมีการรับรู้ทางใจได้ชัดแล้วรู้สึกตัวขึ้น ก็ให้ดูจิตไป&lt;br /&gt;ไม่ต้องคอยดึงการรับรู้เอาไว้ที่ใดที่หนึ่งหรือทางใดทางหนึ่ง&lt;br /&gt;ปล่อยให้การรับรู้เป็นไปตามแต่ที่จะรู้ได้ชัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอย้ำอีกครั้งนะว่า การฝึกดูกาย ฝึกดูจิตที่ดีที่สุดนั้น&lt;br /&gt;ต้องไม่บังคับกาย ไม่บังคับจิตเพื่อให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้&lt;br /&gt;ปล่อยให้กาย ปล่อยให้จิตเป็นไปตามเหตุหรือตามที่ควรจะเป็น&lt;br /&gt;ถ้าไปพยายามบังคับกาย พยายามบังคับจิตเมื่อใด&lt;br /&gt;จะทำให้เกิดความรู้สึกตัวที่แท้จริงไม่ได้&lt;br /&gt;เมื่อรู้สึกตัวไม่ได้ ก็แค่ดูไม่ได้ ฝึกไปก็เสียเวลาเปล่า ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากการไม่บังคับกาย บังคับจิตแล้ว ยังมีข้อที่ควรระวังอีก คือ&lt;br /&gt;อย่าตั้งเกณฑ์ว่าเราต้องดูกายดูจิตให้ได้บ่อยแค่นั้นแค่นี้&lt;br /&gt;ไม่ต้องรีบเร่งฝึกให้ได้ผลเร็ว ๆ ฝึกแล้วได้ผลแค่ไหนก็แค่นั้นไปก่อน&lt;br /&gt;ให้ฝึกไปเรื่อย ๆ ฝึกให้บ่อย ๆ ฝึกให้ต่อเนื่องสม่ำเสมอก็พอแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อะไรนะ...&lt;br /&gt;ต้องระวังไม่ให้เผลอไป หรือต้องระวังให้รู้สึกตัวเอาไว้หรือเปล่าเหรอ&lt;br /&gt;อ้าวแล้วกัน...ถามแบบนี้แสดงว่า&lt;br /&gt;ยังไม่เข้าใจเรื่องของความรู้สึกตัวหรือเรื่องของการเผลอไป&lt;br /&gt;หรือไม่ก็คงลืมเรื่องที่เคยบอกว่า เผลอไปนั้นเป็นเรื่องปกติของทุกคน&lt;br /&gt;เราไม่สามารถควบคุมบังคับเพื่อไม่ให้เผลอได้&lt;br /&gt;หรือแม้แต่เมื่อเกิดรู้สึกตัวขึ้นมา เราจะบังคับควบคุมให้รู้สึกตัวนาน ๆ ก็ไม่ได้&lt;br /&gt;ความรู้สึกตัวหรือการแค่ดูนั้น จะเกิดขึ้นเพียงแวบเดียว แล้วก็จะเผลอไปอีก&lt;br /&gt;เมื่อเผลอไปแล้วเกิดมีการรับรู้ทางกายทางใจชัดขึ้น&lt;br /&gt;จิตที่ผ่านการฝึกมาตามสมควรจนจดจำสภาวะของสิ่งที่รับรู้ได้&lt;br /&gt;ก็จะมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นเอง รู้สึกตัวแล้วก็เผลอไป เผลอไปแล้วก็รู้สึกตัว&lt;br /&gt;จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่สามารถควบคุมบังคับเพื่อไม่ให้เผลอได้&lt;br /&gt;ที่จะได้ก็มีแต่ เพียรฝึกไปเรื่อย ๆ ฝึกให้บ่อย ๆ ฝึกให้ต่อเนื่องสม่ำเสมอเท่านั้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-111586285629692618?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/111586285629692618/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=111586285629692618' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111586285629692618'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111586285629692618'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/05/blog-post_111586285629692618.html' title='แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๘'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-111586278343841909</id><published>2005-05-12T08:52:00.000+07:00</published><updated>2005-05-12T08:53:03.446+07:00</updated><title type='text'>แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๗</title><content type='html'>ตอนที่ ๗&lt;br /&gt;ฝึกดูกาย-ดูจิตต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดถึงดูกาย ดูจิต กันมาตั้งนาน&lt;br /&gt;เข้าใจหรือยังว่า ดูกาย ดูจิต คืออะไร เข้าใจแล้วใช่ไหมว่า&lt;br /&gt;ดูกาย ก็คือการรับรู้สิ่งที่ปรากฏทางกายด้วยความรู้สึกตัว&lt;br /&gt;ดูจิต ก็คือการรับรู้สิ่งที่ปรากฏทางใจด้วยความรู้สึกตัว&lt;br /&gt;เมื่อใดที่กำลังรับรู้สิ่งปรากฏด้วยความรู้สึกตัว&lt;br /&gt;เมื่อนั้นการดูกาย ดูจิต ก็จะเป็นเพียง แค่ดู หรือแค่รู้เท่านั้น&lt;br /&gt;เหมือนเราทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รู้ ที่กำลังรู้อะไรบางอย่างในฐานะสิ่งที่ถูกรู้&lt;br /&gt;ไม่มีการจงใจกระทำการใด ๆ ต่อสิ่งที่กำลังถูกรู้อยู่&lt;br /&gt;ไม่มีการบังคับ ไม่มีการกดข่มหรือทำให้สิ่งที่กำลังถูกรู้นั้นดับไปด้วยความไม่พอใจ&lt;br /&gt;ไม่มีการรักษาหรือทำให้สิ่งที่กำลังถูกรู้ปรากฏอยู่ด้วยความพอใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการฝึกดูกายหรือฝึกดูจิตจึงไม่มีอะไรต้องทำ มีเพียงแค่ดูเท่านั้น&lt;br /&gt;เมื่อใดที่แค่ดูได้ เมื่อนั้นก็คือการฝึกดูกายหรือดูจิต&lt;br /&gt;แค่ดูกายไปเรื่อย ๆ บ้าง แค่ดูจิตไปเรื่อย ๆ บ้าง ก็จะรู้แจ้งได้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สงสัยละซิว่า รู้แจ้งอะไร เอาไว้อ่านในตอนสุดท้ายก็แล้วกัน&lt;br /&gt;ตอนนี้จะขอพูดถึงการฝึกกันซะก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การฝึกดูกายหรือดูจิตนั้น จะไม่มีลำดับขั้นตอนตายตัวว่า&lt;br /&gt;ต้องฝึกดูกายก่อน หรือฝึกดูจิตก่อน&lt;br /&gt;เพราะแต่ละคนจะมีความถนัดไม่เหมือนกัน&lt;br /&gt;บางคนจะถนัดดูกาย บางคนจะถนัดดูจิต&lt;br /&gt;(ถนัดในที่นี้หมายถึงสามารถแค่ดู หรือรู้สึกตัวได้ง่ายเมื่อมีการรับสิ่งต่าง ๆ)&lt;br /&gt;แล้วก็ยากและเหนือวิสัยทั่วไปที่ใครจะบอกได้ว่า&lt;br /&gt;เราถนัดดูกาย หรือเราถนัดดูจิต แต่ถ้าเราเป็นคนช่างสังเกต&lt;br /&gt;ก็อาจจะพอทราบจากตอนฝึกรู้สึกตัวในชีวิตประจำวันแล้วว่า&lt;br /&gt;เราถนัดดูกายหรือดูจิต เพราะในขณะฝึกรู้สึกตัวในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;ถ้าเราถนัดดูจิต เราจะรู้สึกตัวได้เสมอ ๆ เมื่อมีการรับรู้อารมณ์ทางใจ&lt;br /&gt;เช่น เดิน ๆ แล้วเผลอไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้  แต่พอมีการรับรู้ทางใจ&lt;br /&gt;เช่น รู้สึกว่ามีความโกรธเกิดขึ้น ก็สามารถเกิดรู้สึกตัวขึ้นได้&lt;br /&gt;ถ้าเป็นอย่างนี้ก็แสดงว่า เราน่าจะมีความถนัดดูจิตมากกว่า&lt;br /&gt;ส่วนใครที่เกิดรู้สึกตัวขึ้นได้เมื่อมีการรับรู้อาการไหวของร่างกาย&lt;br /&gt;หรือมีการสัมผัสทางกาย  เช่น เดิน ๆ แล้วเผลอไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้&lt;br /&gt;แต่พอมีการรับรู้ถึงขาที่กำลังก้าว หรือเท้าที่กำลังกระทบพื้น ก็เกิดรู้สึกตัวขึ้น&lt;br /&gt;ถ้าเป็นแบบนี้ก็แสดงว่าเราน่าจะมีความถนัดดูกายมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ไม่ว่าใครจะถนัดดูกายหรือถนัดดูจิตก็ตาม&lt;br /&gt;เมื่อฝึก ๆ ไป การดูจะพลิกไปพลิกมาโดยตัวมันเอง&lt;br /&gt;เดี๋ยวก็พลิกไปดูกาย อีกเดี๋ยวก็พลิกไปดูจิต แล้วแต่ว่าในขณะนั้น&lt;br /&gt;สิ่งที่ปรากฏทางกายหรือทางใจจะถูกรู้ได้เด่นชัดกว่ากัน&lt;br /&gt;เช่น ขณะที่เรากำลังเดินดูกายไปเรื่อย ๆ จู่ ๆ ก็เดินไปเจอคู่ปรับเก่าเข้า&lt;br /&gt;พอตามองเห็นคู่ปรับเก่าเท่านั้นแหละ ความโกรธก็พุ่งปรู้ดขึ้นทันที&lt;br /&gt;การรับรู้ก็จะไปเด่นชัดที่ความโกรธ และถ้าสามารถเกิดรู้สึกตัวขึ้นได้&lt;br /&gt;ก็จะพลิกไปดูจิตได้โดยอัตโนมัติ ใครเป็นแบบนี้&lt;br /&gt;ก็ไม่ต้องพยายามดึงความรู้สึกกลับไปเพื่อดูกายเชียวนะ&lt;br /&gt;ปล่อยให้การรับรู้ไปอยู่กับสิ่งที่ปรากฏทางใจ แล้วเราก็ดูจิตต่อไปเลย&lt;br /&gt;ในทางกลับกัน ถ้าดูจิตอยู่แล้วเกิดไปรู้สึกที่กายชัด&lt;br /&gt;ก็ไม่ต้องดึงความรู้สึกกลับมาที่จิตที่ใจ ให้ดูกายต่อไปเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการฝึกดูกายหรือดูจิต ก็ไม่ใช่ว่าเราจะแค่ดูได้ง่าย ๆ หรอกนะ&lt;br /&gt;เพราะโดยธรรมชาติของคนเราที่ยังไม่รู้แจ้งถึงที่สุด&lt;br /&gt;ย่อมต้องเกิดการกระทำบางอย่างขึ้นเสมอในระหว่างการฝึก&lt;br /&gt;เช่น บางคนที่มีนิสัยขี้โมโหหรือโกรธง่าย และมีความเห็นว่า&lt;br /&gt;โกรธไม่ดีนะ ต้องไม่โกรธ ดังนั้นพอมีการรับรู้ว่าโกรธแล้ว ก็จะแค่ดูไม่ได้&lt;br /&gt;จะเผลอไปทำอะไรบางอย่างเพื่อให้หายโกรธ&lt;br /&gt;ทำไปเพราะความไม่รู้ว่า การทำอย่างนั้นไม่ใช่เหตุที่จะทำให้รู้แจ้งได้&lt;br /&gt;หรือทำไปเพราะหลงผิดไปเลยว่า การทำอย่างนั้นจะทำให้รู้แจ้งได้&lt;br /&gt;ดังนั้นจึงต้องเข้าใจให้ได้ว่า ความโกรธเป็นเรื่องปกติของคนเรา&lt;br /&gt;เราห้ามไม่ให้โกรธไม่ได้ เมื่อมีเหตุพร้อม ความโกรธก็จะเกิดขึ้นทันที&lt;br /&gt;และเราเองก็มีความไม่รู้สึกตัวเป็นทุนเดิม&lt;br /&gt;จึงทำให้เราเผลอไปจัดการอะไรบางอย่างต่อความโกรธที่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นในการฝึก เราอาจไปเกิดความรู้สึกตัวขึ้น&lt;br /&gt;หลังจากเผลอไปจัดการกับความโกรธก็ได้ ขอให้เข้าใจไว้ว่า&lt;br /&gt;อาการแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติ และไม่ใช่ว่าเราฝึกแล้วมีข้อผิดพลาด&lt;br /&gt;ขอเพียงแค่ ให้แค่ดูต่อไปในทันทีที่รู้สึกตัวขึ้น&lt;br /&gt;(รู้สึกตัวขณะใด ก็แค่ดูต่อไปเท่านั้น)&lt;br /&gt;อย่างนี้ก็นับว่าเราได้ฝึกดูกายดูจิตถูกแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การฝึกดูกาย ฝึกดูจิต ของแต่ละคนนั้น&lt;br /&gt;จะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่เหมือนกันแม้ว่าจะเกิดอารมณ์เหมือน ๆ กัน&lt;br /&gt;เช่น ในขณะที่เกิดความโกรธ&lt;br /&gt;บางคนเมื่อดูจิต อาจจะเห็นว่าตัวเองกำลังโกรธ แล้วจึงรู้สึกตัวขึ้น&lt;br /&gt;บางคนอาจจะเห็นชัดว่า อยากให้หายโกรธ แล้วจึงรู้สึกตัวขึ้น&lt;br /&gt;บางคนอาจจะเห็นชัดว่า อยากด่าคนที่ทำให้โกรธ แล้วจึงรู้สึกตัวขึ้น&lt;br /&gt;ในขณะที่บางคนอาจเห็นแค่ว่า มีความโกรธเกิดขึ้นนิดนึงก็รู้สึกตัวได้&lt;br /&gt;แล้วความโกรธก็จางหายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นในการฝึก เราจะเห็นอะไร เห็นแค่ไหน&lt;br /&gt;ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะสาระสำคัญจะอยู่ตรงที่&lt;br /&gt;เห็นแล้วเราต้องมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น เมื่อมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น&lt;br /&gt;เราก็จะแค่ดูสิ่งที่กำลังปรากฏในจิตในใจได้&lt;br /&gt;ดังนั้นอย่าพยายามฝึกให้เห็นให้เป็นเหมือนคนอื่นเชียวนะ&lt;br /&gt;ใครเขาฝึกแล้วเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขา ส่วนเราก็ฝึกของเราไป&lt;br /&gt;ขอเพียงเมื่อรับรู้อะไรได้ชัดแล้วมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นก็ แค่ดู ต่อไปเท่านั้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-111586278343841909?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/111586278343841909/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=111586278343841909' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111586278343841909'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111586278343841909'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/05/blog-post_111586278343841909.html' title='แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๗'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-111586265571806869</id><published>2005-05-12T08:50:00.000+07:00</published><updated>2005-05-12T08:50:55.726+07:00</updated><title type='text'>แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๖</title><content type='html'>ตอนที่ ๖&lt;br /&gt;ฝึกรู้สึกตัวในชีวิตประจำวันด้วยการรู้ว่า เมื่อกี้เผลอไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่ารีบร้อนซิ ยังดูกายดูจิตไม่ได้หรอก&lt;br /&gt;ใครรีบร้อนจะดูกายดูจิตตอนนี้ก็จะ แค่ดู ไม่ได้แน่&lt;br /&gt;เพราะเรายังไม่มีความเคยชินที่จะเกิดความรู้สึกตัว&lt;br /&gt;(เราเคยชินกับการไม่รู้สึกตัวกันมานาน)&lt;br /&gt;ต้องหัดรู้สึกตัวให้ได้บ่อย ๆ จนเคยชินกันก่อน ไม่ต้องรีบร้อนหรอก&lt;br /&gt;เมื่อรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ จนเคยชินแล้ว&lt;br /&gt;ถึงไม่คิดจะดูกายดูจิตก็อาจจะดูได้เองเลย&lt;br /&gt;แต่ถ้ายังไม่เคยชินที่จะรู้สึกตัว หรือรู้สึกตัวได้แค่วันละไม่กี่ครั้ง&lt;br /&gt;แล้วไปหัดดูกาย ดูจิต เข้าละก็ ร้อยทั้งร้อย&lt;br /&gt;(หย่อนให้เหลือร้อยละ ๙๙ ก็ได้) จะไม่สามารถ&lt;br /&gt;แค่ดูกาย หรือแค่ดูจิตได้หรอก แต่จะกลายเป็นเพ่งจ้องกาย เพ่งจ้องจิต&lt;br /&gt;หรือไม่ก็เอาแต่แก้ กดข่ม ทำลายอาการของกายของจิตที่ตัวเองไม่ชอบใจ&lt;br /&gt;หรือไม่ก็เอาแต่สร้างเอาแต่ปั้นเอาแต่ประคองรักษา&lt;br /&gt;อาการของกายของจิตที่ตัวเองชอบใจเอาไว้ให้คงอยู่นาน ๆ&lt;br /&gt;การเพ่ง การแก้ การกดข่ม การทำลาย การสร้าง การปั้น การรักษา&lt;br /&gt;ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ไม่ใช่การดูกาย ดูจิต เพื่อความรู้แจ้งหรอก&lt;br /&gt;แล้วก็จำเอาไว้ให้แม่น ๆ นะว่า ดูกาย ดูจิต นั้นต้อง แค่ดู …ไม่ใช่ทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะ ทีนี้ก็ฝึกดูว่า เมื่อกี้เผลอไป ในระหว่างใช้ชีวิตประจำวันนี่แหละ&lt;br /&gt;ที่ให้ฝึกก็เพื่อ เมื่อรู้สึกขึ้นว่า เมื่อกี้เผลอไป ก็เท่ากับเกิดรู้สึกตัวขึ้นนั่นเอง&lt;br /&gt;ถ้ารู้ว่าเผลอไปได้บ่อย ๆ ก็คือรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การฝึกรู้สึกตัวในขณะใช้ชีวิตประจำวันนี้&lt;br /&gt;ไม่ใช่ว่าต้องรู้สึกตัวกันทุก ๆ วินาทีหรอกนะ&lt;br /&gt;เพราะอย่างเรา ๆ จะยังไม่สามารถรู้สึกตัวได้ทุก ๆ วินาทีหรอก&lt;br /&gt;และถ้าเพิ่งเริ่มฝึกก็จะรู้สึกตัวได้นาน ๆ ครั้ง หรือวันละไม่กี่ครั้งเท่านั้น&lt;br /&gt;ต้องใช้ความพากเพียรฝึก จึงจะทำให้สามารถรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ&lt;br /&gt;ดังนั้นจึงไม่ต้องคิดกันเลยว่า เราจะต้องรู้สึกตัวให้ได้ทุก ๆ วินาที&lt;br /&gt;ไม่ต้องคิดกันเลยว่า เราจะต้องรู้สึกตัวให้ได้มากแค่ไหน&lt;br /&gt;แค่ตั้งใจไว้ว่า เราจะฝึกให้รู้สึกตัวให้ได้บ่อย ๆ เท่านั้น&lt;br /&gt;ฝึกแล้วจะรู้สึกตัวได้บ่อยแค่ไหนก็ให้พอใจแค่นั้นก่อน&lt;br /&gt;แล้วเพียรฝึกไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีความเคยชินที่จะรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วจะฝึกกันในช่วงไหนกันดีล่ะ เพราะแต่ละวันต้องทำโน่นทำนี่กันทั้งวันเลย&lt;br /&gt;เอาที่น่าจะง่ายที่สุดก่อนก็แล้วกันคือ&lt;br /&gt;ฝึกตอนที่กำลังเดิน เดินไปไหนก็ได้ เดินไปห้องน้ำ เดินไปหยิบของ&lt;br /&gt;เดินไปหาเพื่อน เดินออกกำลังกาย เดินไปทานข้าว เดินเล่น เดิน...&lt;br /&gt;ฝึกเพื่อให้เราเกิดรู้สึกขึ้นว่า เมื่อกี้เผลอไปขณะกำลังเดิน&lt;br /&gt;ลองฝึกกันก่อน แล้วค่อยอ่านกันต่อก็ได้นะ….&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นยังไงบ้าง ฝึกได้ผลยังไงบ้างล่ะ&lt;br /&gt;พอจะรู้ว่าเมื่อกี้เผลอไปได้บ้างไม่ได้บ้างใช่ไหม&lt;br /&gt;ถ้าใช่ก็แสดงว่าฝึกได้ดีแล้ว ฝึกต่อไปเรื่อย ๆ เถอะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วรู้สึกบ้างไหมว่า แรก ๆ ที่ฝึก เรายังไม่เคยชินที่จะรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ&lt;br /&gt;จึงมักจะเดินไปแต่ไม่รู้สึกตัว หรือมักจะเดินเผลอไป&lt;br /&gt;เพราะมัวแต่ส่งใจไปดูอะไรบางอย่าง เช่นเดินไปเกิดเห็นของถูกใจ&lt;br /&gt;ก็เลยเอาแต่ดูของที่ถูกใจจนลืมตัวเองไปเลย&lt;br /&gt;หรือไม่ก็เดินไปคิดอะไรบางเรื่องไปด้วย คิดจนลืมตัวเองไปเลย&lt;br /&gt;ถ้านึกดูดี ๆ จะนึกออกว่าตอนที่เผลอไปนั้น เราเผลอไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้&lt;br /&gt;มารู้อีกทีก็เหมือนตื่นขึ้นมาจากฝัน แล้วก็รู้แวบขึ้นว่า อ้าว...เมื่อกี้เผลอไป&lt;br /&gt;สำหรับบางคนอาจนึกออกอีกว่าเมื่อกี้เผลอไปนาน หรือเผลอไปเดี๋ยวเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากจะฝึกรู้สึกตัวด้วยการเดินแล้ว&lt;br /&gt;ก็ยังสามารถฝึกด้วยกิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวันได้ทุกอย่าง&lt;br /&gt;ฝึกได้ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนกระทั่งเข้านอนในตอนค่ำ&lt;br /&gt;และกิจกรรมที่สามารถใช้เป็นการฝึกได้ดีมาก ๆ ก็คือ&lt;br /&gt;กิจกรรมที่ไม่ต้องใช้ความคิด เช่น ทำงานบ้าน&lt;br /&gt;ทั้งกวาดบ้าน ถูบ้าน ซักรีดเสื้อผ้า ทำอาหาร ล้างถ้วยล้างชาม ล้างรถ&lt;br /&gt;เพราะหากต้องใช้ความคิดเมื่อไหร่ ก็จะรู้สึกตัวได้ยากมาก ๆ จนถึงไม่ได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพียรฝึกรู้สึกตัวในขณะใช้ชีวิตประจำวันไปเรื่อย ๆ กันก่อนนะ&lt;br /&gt;นึกได้เมื่อใด สะดวกเมื่อใดก็ฝึกเมื่อนั้น&lt;br /&gt;ฝึกให้บ่อย ๆ เท่าที่โอกาสจะอำนวย และถ้าเห็นว่าเราทำกิจกรรมใดแล้ว&lt;br /&gt;สามารถรู้ว่าเผลอไปหรือรู้สึกตัวได้ง่ายละก็&lt;br /&gt;หากไม่มีอะไรต้องทำหรืออยู่ว่าง ๆ ละก็&lt;br /&gt;ให้ทำกิจกรรมนั้นก็จะยิ่งเป็นการดี เช่น ใครที่เดินแล้ว&lt;br /&gt;สามารถรู้ว่าเผลอไปหรือรู้สึกตัวได้ง่าย อยู่ว่าง ๆ ก็ลุกเดินไปโน่นไปนี่ซะ&lt;br /&gt;ใครที่กวาดบ้านแล้วสามารถรู้ว่าเผลอไปได้ง่าย&lt;br /&gt;หรือรู้สึกตัวได้ง่าย อยู่ว่าง ๆ ก็กวาดบ้านซะ&lt;br /&gt;ใครที่.....แล้วสามารถรู้ว่าเผลอไปหรือรู้สึกตัวได้ง่าย อยู่ว่าง ๆ ก็.....ซะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยู่ที่ทำงานน่ะเหรอ…&lt;br /&gt;เห็นทีจะฝึกยากมากทีเดียวแหละ โดยเฉพาะถ้าเป็นงานที่ต้องใช้ความคิด&lt;br /&gt;แล้วก็ไม่แนะนำให้ฝึกด้วยนะ เพราะฝึกไปแล้วจะคิดเรื่องงานไม่ออก&lt;br /&gt;เนื่องจากเมื่อรู้สึกตัวขึ้น ความคิดต่าง ๆ จะดับลง&lt;br /&gt;ยิ่งถ้ารู้ตัวบ่อย ๆ ก็จะคิดเรื่องงานไม่ออกเอาซะเลย&lt;br /&gt;เกิดทำงานไม่เสร็จเดี๋ยวถูกไล่ออกแล้วจะเดือดร้อน&lt;br /&gt;แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะฝึกในที่ทำงานไม่ได้เลยหรอกนะ&lt;br /&gt;ถ้าตั้งใจฝึกจริง ๆ ก็ได้ เพราะเราคงไม่ได้คิดเรื่องงานตลอดเวลาหรอก&lt;br /&gt;ต้องมีลุกไปห้องน้ำบ้าง ไปหยิบของบ้าง เดินไปโน่นไปนี่บ้าง&lt;br /&gt;แล้วก็ยังมีเวลาพักอีก ถ้าฝึกตอนนี้ได้ ก็จะรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ เหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นึกแล้วเชียวว่า ต้องมีคนถามว่า&lt;br /&gt;ที่ให้ฝึกรู้สึกตัวให้ได้บ่อย ๆ นั้น ต้องรู้สึกตัวกันวันละกี่ครั้ง?&lt;br /&gt;แหม..จะนับกันเลยเหรอว่ารู้สึกตัวได้วันละกี่ครั้ง&lt;br /&gt;คงเหมือนกับถ้าให้เรานับว่า วัน ๆ เราเดินกี่ก้าว เรานับได้เหรอ&lt;br /&gt;นับไม่ได้หรอก เพราะนับไปเดี๋ยวเดียวก็เผลอแล้วก็หลงลืมกันแล้ว&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นไม่ต้องนับ ไม่ต้องสนใจเลยว่าเรารู้สึกตัวได้กี่ครั้ง&lt;br /&gt;ขอเพียงให้ฝึกไปเรื่อย ๆ ก็พอ ฝึกไปจนเคยชินที่จะรู้สึกตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักสำคัญในการฝึกรู้สึกตัวด้วยการรู้ว่าเผลอไปในชีวิตประจำวันนั้นจะอยู่ที่&lt;br /&gt;เมื่อรู้ว่าเผลอไปแล้ว ก็ไม่ต้องทำอะไรต่อไปอีก ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องประคองเพื่อให้รู้สึกตัวได้นาน ๆ ให้ใช้ชีวิตประจำวันต่อไปตามปกติ&lt;br /&gt;ฝึกไปเรื่อย ๆ นะ  ฝึกไปจนกว่าจะรู้สึกตัวได้บ่อย ๆ และเคยชินที่จะรู้สึกตัว&lt;br /&gt;แล้วจะได้ฝึกดูกายดูจิตกันได้อย่างถูกต้องต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริงการฝึกรู้สึกตัวด้วยการรู้ว่าเผลอไปในชีวิตประจำวันนี้&lt;br /&gt;ก็คือการดูจิตอย่างหนึ่งนั่นเอง เพราะเมื่อฝึก ๆ ไป&lt;br /&gt;เราก็จะรู้ความจริงบางอย่างของจิตใจเราเองว่า เราจะ เผลอ-รู้สึกตัว สลับกันไปเรื่อย ๆ&lt;br /&gt;โดยที่เราไม่สามารถบังคับให้ตัวเองรู้สึกตัว หรือบังคับไม่ให้เผลอได้&lt;br /&gt;จิตที่ว่าเป็นจิตของเรานั้น เอาเข้าจริง ๆ มันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเราสักหน่อย เพราะมันจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่ที่เหตุปัจจัยว่าเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;เราไปสั่งให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามใจต้องการไม่ได้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-111586265571806869?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/111586265571806869/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=111586265571806869' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111586265571806869'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111586265571806869'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/05/blog-post_111586265571806869.html' title='แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๖'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-111586261010872823</id><published>2005-05-12T08:49:00.000+07:00</published><updated>2005-05-12T08:50:10.116+07:00</updated><title type='text'>แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๕</title><content type='html'>ตอนที่ ๕&lt;br /&gt;หัดดูว่า…เมื่อกี้เผลอไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากที่หัดดูว่า…เผลอไปจริงไหม จนเห็นว่าเราเผลอไปจริง ๆ แล้ว&lt;br /&gt;เคยเห็นบ้างไหมว่า จะมีบางครั้งที่เกิดรู้สึกแวบขึ้นมาเองว่า…เมื่อกี้เผลอไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังไม่เคยเห็นเหรอ…ยังไม่เห็นก็ไม่เป็นไร&lt;br /&gt;แต่อย่าอยากเห็นจนถึงกับคอยจ้องดูซะจนอึดอัดก็แล้วกัน&lt;br /&gt;ให้หัดดูไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ เดี๋ยวก็เห็นเองแหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้ยินเสียงใครถามอะไร?&lt;br /&gt;สงสัยอะไรกันเหรอ?&lt;br /&gt;ดูออกไหมว่า เมื่อกี้ที่เราสงสัยอยากถามนั้น เราเผลอไปแล้วนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถามหน่อยเถอะนะว่า&lt;br /&gt;แล้วขณะที่กำลังอ่าน แค่ดูก็รู้แจ้ง อยู่ขณะนี้นะ ดูออกไหมว่า&lt;br /&gt;เราเผลอไปหรือเปล่า?&lt;br /&gt;เผลอไปเหรอ…ดีแล้วหัดดูต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียงใครบอกว่า ไม่เผลอเลยแถมยังเข้าใจดีด้วย…&lt;br /&gt;ใครที่บอกว่า ไม่เผลอเลยแถมยังเข้าใจดีด้วย ขอให้ดูใหม่นะ&lt;br /&gt;เพราะขณะที่กำลังอ่านอยู่นี้ ถ้าไม่เคยฝึกรู้สึกตัวมาก่อน&lt;br /&gt;หรือฝึกยังไม่มากพอ ก็จะอ่านแบบเพลิดเพลินหรือตั้งใจ จนลืมตัวเองไปเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การอ่าน การฟัง หรือแม้แต่การครุ่นคิดเรื่องต่าง ๆ&lt;br /&gt;แล้วสามารถจดจำเรื่องราวได้ดี เข้าใจเรื่องราวได้ดี&lt;br /&gt;ไม่ใช่อาการบ่งบอกว่าเรารู้สึกตัวหรือไม่ได้เผลอไปหรอกนะ&lt;br /&gt;เพราะรู้สึกตัวหรือไม่นั้น ไม่ได้เอาความจำความเข้าใจเป็นเกณฑ์ตัดสิน&lt;br /&gt;แต่จะใช้อาการลืมตัวเองหรือไม่เป็นเกณฑ์ตัดสิน&lt;br /&gt;ถ้าลืมตัวเองก็คือเผลอไปหรือไม่รู้สึกตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครที่ดูออกแล้วว่า เมื่อกี้เผลอไป&lt;br /&gt;ก็ให้หัดดูต่อไปอีกว่า ในแวบที่เกิดรู้สึกขึ้นว่าเมื่อกี้เผลอไปนั้น&lt;br /&gt;จิตใจเรามีอาการเป็นอย่างไรบ้าง&lt;br /&gt;แต่เตือนไว้ก่อนนะว่า ให้หัดดูแบบ แค่ดู เท่านั้น อย่าเพ่งจ้องเป็นอันขาด&lt;br /&gt;ถ้ายังดูไม่ออกก็ไม่ต้องเร่งดูให้ออก ดูไม่ออกก็แค่ดูว่าเมื่อกี้เผลอไปเรื่อย ๆ ก่อน&lt;br /&gt;แล้วจะเห็นเองว่า ในแวบที่เกิดรู้สึกว่าเมื่อกี้เผลอไปนั้น จิตใจเราเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นแล้วใช่ไหมว่า…ในแวบที่เกิดรู้สึกขึ้นว่าเมื่อกี้เผลอไปนั้น&lt;br /&gt;ก็คือแวบเดียวกับที่เราหายเผลอ หรือเกิดรู้สึกตัวขึ้นนั่นเอง&lt;br /&gt;จะรู้สึกเหมือนจิตใจตื่นขึ้น เบิกบานขึ้น เบาสบายขึ้น&lt;br /&gt;(หายอึดอัด หายเคร่งเครียด คิดอะไรอยู่ก็หยุดคิด)&lt;br /&gt;แล้วก็จะรับรู้สิ่งต่าง ๆ ได้แบบสักแต่ว่ารู้&lt;br /&gt;มีความเป็นกลาง ๆ คือไม่มีความพอใจ และไม่มีความไม่พอใจ&lt;br /&gt;อาการแบบนี้แหละที่เป็นอาการบ่งบอกถึง ความรู้สึกตัว&lt;br /&gt;ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ในการดูกาย ดูจิต คือเมื่อใดที่มีความรู้สึกตัว&lt;br /&gt;เมื่อนั้นการดูกาย ดูจิต ก็จะเป็นเพียง แค่ดู เมื่อแค่ดูได้ก็จะรู้แจ้งได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่น ๆ …อย่าทำแบบนั้น อย่าพยายามทำไม่ให้เผลอไปเชียวนะ&lt;br /&gt;ทำยังไงก็ทำไม่ได้หรอก เพราะการเผลอไปเป็นเรื่องปกติที่ต้องเกิดขึ้นกับทุกคน&lt;br /&gt;การที่เราไปบังคับหรือพยายามทำให้ไม่เผลอนั้น ก็คือเผลอไปเหมือนกัน&lt;br /&gt;เพราะเมื่อไหร่ที่เราพยายามทำเพื่อไม่ให้เผลอ เราก็จะลืมตัวเอง&lt;br /&gt;แล้วไปจงใจสร้างหรือทำความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา&lt;br /&gt;ความรู้สึกบางอย่างที่ถูกสร้างถูกทำขึ้นมานั้น&lt;br /&gt;จะไม่ใช่ความรู้สึกตัวที่แท้จริง และจะใช้ในการดูเพื่อให้รู้แจ้งไม่ได้&lt;br /&gt;สังเกตดูซิ เวลาที่เราพยายามทำไม่ให้เผลอนั้น&lt;br /&gt;จิตใจเราจะไม่เบาสบายหรอก มันจะมีความอึดอัด&lt;br /&gt;หรือเป็นกลุ่มก้อนจุกแน่นขึ้นไม่มากก็น้อย&lt;br /&gt;บางคนอาจถึงกับจุกแน่นที่ร่างกายเลยทีเดียว&lt;br /&gt;การพยายามไม่เผลอนั้น เป็นการทำ…ไม่ใช่แค่ดูแล้ว&lt;br /&gt;อย่าลืมซิว่า ดู…ไม่ใช่ทำ มันจะเผลอก็ต้องเผลอไป&lt;br /&gt;เราแค่ดูจนรู้สึกได้ว่า เมื่อกี้เผลอไป เท่านั้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-111586261010872823?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/111586261010872823/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=111586261010872823' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111586261010872823'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111586261010872823'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/05/blog-post_111586261010872823.html' title='แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๕'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-111586255096541552</id><published>2005-05-12T08:48:00.000+07:00</published><updated>2005-05-12T08:49:10.970+07:00</updated><title type='text'>แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๔</title><content type='html'>ตอนที่ ๔&lt;br /&gt;หัดดูของจริงว่า…เผลอไปจริงไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะ ทีนี้ก็ลองหัดดูของจริงกันซิว่า เรามีการเผลอไปจริงไหม&lt;br /&gt;หัดยังไงเหรอ?&lt;br /&gt;ก็สังเกตดูไปแบบสบาย ๆ ว่า&lt;br /&gt;ในขณะที่เราทำโน่นทำนี่ เราลืมตัวเอง หรือเผลอไปบ้างไหม&lt;br /&gt;หัดดูไปแบบสบาย ๆ ไม่ต้องเคร่งเครียด หัดดูซิว่า&lt;br /&gt;แปรงฟัน...เผลอไปบ้างไหม&lt;br /&gt;อาบน้ำ…เผลอไปบ้างไหม&lt;br /&gt;กินข้าว…เผลอไปบ้างไหม&lt;br /&gt;กวาดบ้าน ถูบ้าน…เผลอไปบ้างไหม&lt;br /&gt;เดินไปโน่นไปนี่…เผลอไปบ้างไหม&lt;br /&gt;ขับรถ…เผลอไปบ้างไหม&lt;br /&gt;พูดโทรศัพท์…เผลอไปบ้างไหม&lt;br /&gt;อ่านหนังสือพิมพ์…เผลอไปบ้างไหม&lt;br /&gt;ฯลฯ&lt;br /&gt;เอาล่ะ…ปิดหนังสือแล้วลองหัดดูไปแบบสบาย ๆ ได้แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นยังไงล่ะ...&lt;br /&gt;พอจะเห็นจริง ๆ ได้แล้วซิว่า ในแต่ละวัน เรามีการเผลอไปจริง ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังไม่แน่ใจอีกเหรอ...ถ้างั้นก็อย่าเพิ่งอ่านตอนต่อไป&lt;br /&gt;หัดดูไปอีกหน่อย จนแน่ใจว่าเรามีการเผลอไปจริง ๆ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-111586255096541552?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/111586255096541552/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=111586255096541552' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111586255096541552'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111586255096541552'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/05/blog-post_12.html' title='แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๔'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-111580432854836557</id><published>2005-05-11T16:37:00.000+07:00</published><updated>2005-05-11T16:38:48.553+07:00</updated><title type='text'>แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๓</title><content type='html'>ตอนที่ ๓&lt;br /&gt;รู้สึกตัวเป็นอย่างไร เผลอไปเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างที่บอกไปแล้วว่า ดู ในภาษาธรรมนั้น&lt;br /&gt;คือการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยความรู้สึกตัว&lt;br /&gt;ถ้ามีความรู้สึกตัวในขณะรับรู้สิ่งต่าง ๆ&lt;br /&gt;ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจก็ตาม&lt;br /&gt;การรับรู้จะเป็นเพียงแค่ดู แค่รู้ โดยที่จิตใจจะมีความตั้งมั่น ไม่ลืมตัวเอง&lt;br /&gt;ไม่เกิดความพอใจ ไม่เกิดความไม่พอใจ (หรือที่พูดกันว่า เป็นกลาง ๆ)&lt;br /&gt;เมื่อไม่เกิดความพอใจ - ไม่พอใจ เราก็จะรับรู้สิ่งต่าง ๆ&lt;br /&gt;แบบสักแต่ว่ารู้สักแต่ว่าเห็น ไม่มีความพยายามดิ้นรนที่จะ&lt;br /&gt;เข้าไปจัดการหรือกระทำการใด ๆ ต่อสิ่งที่กำลังรับรู้อยู่&lt;br /&gt;ปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ ที่ถูกรู้ถูกดูอยู่นั้นแสดงบทบาทของมันไปตามที่ควรจะเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองนึกถึงตอนที่ดูทีวีรายการสุดโปรดซิ นึกออกไหมว่าเราดูแบบไหน&lt;br /&gt;ดูแบบที่การรับรู้ไปอยู่ที่ทีวีทั้งหมดจนลืมตัวเองไปเลย ใช่หรือเปล่า?&lt;br /&gt;หรือเวลาดูละครเรื่องโปรดที่เราสงสารนางเอกมาก ๆ&lt;br /&gt;พอนางเอกโดนตัวร้ายกลั่นแกล้ง เราก็จะไม่พอใจถึงกับออกปากว่า&lt;br /&gt;เอาเลย ตบมันเลย ยอมให้มันทำอยู่ทำไม...ใครเคยเป็นบ้าง?&lt;br /&gt;หรือเวลาดูฟุตบอล พอทีมที่เราเชียร์ยิงประตูฝ่ายตรงข้าม&lt;br /&gt;เราก็ลืมตัวเองแล้วลุกขึ้นยืนบิดตัวช่วยให้ลูกฟุตบอลโค้งเข้าประตู&lt;br /&gt;เคยเป็นกันใช่ไหม?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ้อ…มีอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าจะทำให้หนุ่ม ๆ เข้าใจได้ดีก็คือ&lt;br /&gt;เวลาที่เรา (หนุ่ม ๆ - จะหนุ่มมากหนุ่มน้อยก็ตามเถอะ)&lt;br /&gt;เดินไปเจอสาว ๆ ที่หุ่นดี หน้าตาสวยถูกใจ ทันทีที่เห็น&lt;br /&gt;สายตาและความรู้สึกจะพุ่งไปจับจ้องที่สาวสวยคนนั้น จนลืมตัวเองไปทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ยกตัวอย่างเมื่อกี้นี้ เป็นตัวอย่างการรับรู้ทางตา&lt;br /&gt;รับรู้แบบที่เราส่งใจทั้งหมดไปอยู่กับสิ่งที่กำลังมองเห็น&lt;br /&gt;เหมือนโลกทั้งโลกมีแต่สิ่งที่กำลังมองเท่านั้น ไม่รู้สึกเลยว่ามีตัวเองอยู่เลย&lt;br /&gt;การดูแบบนี้ เป็นการดูแบบลืมตัว ไม่รู้สึกตัว หรือจะพูดว่าเผลอไปก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางกลับกัน ถ้าเรากำลังดูทีวีด้วยความรู้สึกตัว&lt;br /&gt;เราก็จะดูไปพร้อม ๆ กับรู้สึกได้ว่ามีตัวเองเป็นผู้ดู&lt;br /&gt;จะไม่ลืมตัวเองแล้วออกไปรับรู้อยู่แต่ในจอทีวีเท่านั้น&lt;br /&gt;หรือถ้ากำลังพูดโทรศัพท์ก็เหมือนกัน หากเราพูดด้วยความรู้สึกตัว&lt;br /&gt;เราจะรู้สึกได้ว่ามีตัวเองเป็นผู้พูดอยู่&lt;br /&gt;จะไม่ลืมตัวเองแล้วออกไปรับรู้แต่เรื่องที่กำลังพูดกำลังคุยเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากใครเข้าใจได้ว่าตอนที่เราลืมตัวเอง หรือเผลอไปนั้นเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;ก็จะเข้าใจได้ว่า  รู้สึกตัว นั้นเป็นอย่างไร เพราะความรู้สึกตัว&lt;br /&gt;จะมีลักษณะของการรับรู้สิ่งต่าง ๆ แบบไม่ลืมตัวเอง หรือไม่เผลอไปนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอจะเข้าใจกันแล้วนะว่า เผลอไปเป็นอย่างไร รู้สึกตัวเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;ถ้ายังไม่เข้าใจหรือยังไม่แน่ใจ ก็อ่านทวนซ้ำอีกสักรอบสองรอบก็แล้วกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-111580432854836557?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/111580432854836557/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=111580432854836557' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111580432854836557'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111580432854836557'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/05/blog-post_111580432854836557.html' title='แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๓'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-111561122805042859</id><published>2005-05-09T10:59:00.000+07:00</published><updated>2005-05-12T08:55:43.683+07:00</updated><title type='text'>แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๒</title><content type='html'>ตอนที่ ๒&lt;br /&gt;ดูอะไร ดูอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอบไม่ยาก...&lt;br /&gt;ก็ดูกาย ดูใจ หรือดูจิตของตัวเองนี่แหละ ไม่ต้องไปดูของใครที่ไหนหรอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องการดูกาย ดูใจ หรือดูจิตตัวเองนี้&lt;br /&gt;นับได้ว่าเป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญที่สุดที่จะนำไปสู่ความรู้แจ้ง&lt;br /&gt;และเป็นเรื่องที่ครูบาอาจารย์ที่ท่านรู้แจ้งไปก่อนแล้วได้สั่งสอนเอาไว้&lt;br /&gt;อย่างเช่นที่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านได้สอนไว้ว่า&lt;br /&gt;นักปฏิบัติไม่สนใจดูกายดูใจของตัวเอง จะหาความฉลาดรอบรู้มาจากไหน...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ท่านได้สอนไว้ว่า&lt;br /&gt;หลักธรรมที่แท้จริงนั้นคือ จิต ให้กำหนดดูจิต ให้เข้าใจจิตตัวเองให้ลึกซึ้ง&lt;br /&gt;เมื่อเข้าใจจิตตัวเองลึกซึ้งแล้ว นั่นแหละได้แล้วซึ่งหลักธรรม....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริง ๆ แล้ว ดูกาย ดูใจ หรือดูจิต เป็นภาษาที่เรียบง่าย&lt;br /&gt;ง่ายจนไม่ต้องแปล ไม่ต้องตีความ กันแต่อย่างใด&lt;br /&gt;ดู ก็คือ ดู ... ดู ไม่ใช่ทำ&lt;br /&gt;แต่ดูอย่างไรนี่ซิที่ต้องทำความเข้าใจกันให้ดี เพราะดูตามภาษาธรรมนั้น&lt;br /&gt;จะหมายถึงการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ&lt;br /&gt;รับรู้ด้วยความรู้สึกตัว ไม่ใช่รับรู้แบบลืมเนื้อลืมตัวหรือลืมกายลืมใจตัวเอง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-111561122805042859?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/111561122805042859/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=111561122805042859' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111561122805042859'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111561122805042859'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/05/blog-post_111561122805042859.html' title='แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๒'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-111561114801695770</id><published>2005-05-09T10:58:00.000+07:00</published><updated>2005-05-12T08:56:23.263+07:00</updated><title type='text'>แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๑</title><content type='html'>ตอนที่ ๑&lt;br /&gt;เชื่อไหมว่า แค่ดูก็รู้แจ้งได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้ามีใครมาบอกว่า...&lt;br /&gt;ไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยากหรอก แค่ดูก็รู้แจ้งได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะคิดกันยังไง? จะเชื่อไหม?&lt;br /&gt;ยากที่จะเชื่อซินะ ที่ยากจะเชื่อก็คงเพราะ&lt;br /&gt;เราคุ้นเคยกันอยู่ว่า การจะรู้แจ้งได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ&lt;br /&gt;ต้องทุ่มเทปฏิบัติกันเอาเป็นเอาตายทีเดียว&lt;br /&gt;ไหนจะต้องรักษาศีล ไหนจะต้องทำสมาธิ ไหนจะต้องทำวิปัสสนา&lt;br /&gt;จู่ ๆ ก็มีใครไม่รู้มาบอกว่า&lt;br /&gt;ไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยากหรอก แค่ดูก็รู้แจ้งได้ แล้วใครจะเชื่อล่ะ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาละยังไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร แต่อย่าเพิ่งปิดแล้วก็วางลงซะก่อนก็แล้วกัน&lt;br /&gt;ลองอ่านไปดูไปก่อนจนจบ ถ้าอ่านไปดูไปแล้วไม่เห็นทางที่จะรู้แจ้งได้จริง&lt;br /&gt;ถึงตอนนั้นจะไม่เชื่อก็ไม่ว่ากันหรอก&lt;br /&gt;แต่ตอนนี้จะกระซิบบอกใกล้ ๆ ก่อนว่า...&lt;br /&gt;อ่านไปดูไปแล้วจะเข้าใจว่า แค่ดูก็รู้แจ้งได้จริง&lt;br /&gt;และถ้าได้ดูกันอย่างถูกต้องและต่อเนื่องจริง ๆ จัง ๆ ละก็ เป็นอันต้องรู้แจ้งแน่ ๆ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-111561114801695770?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/111561114801695770/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=111561114801695770' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111561114801695770'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111561114801695770'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/05/blog-post_111561114801695770.html' title='แค่ดูก็รู้แจ้ง - ตอนที่ ๑'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-111561084547360583</id><published>2005-05-09T10:52:00.000+07:00</published><updated>2005-05-09T10:54:05.476+07:00</updated><title type='text'>แค่ดูก็รู้แจ้ง - เกริ่นนำ</title><content type='html'>บางคนอาจคิดว่า แค่ดู ในที่นี้เป็นการเล่นคำซะมากกว่า&lt;br /&gt;ขอบอกอย่างจริงใจว่า ไม่ได้คิดจะเล่นคำแต่อย่างใด&lt;br /&gt;แต่ตั้งใจอย่างมากเลยที่จะบอกว่า ให้ดู...ดูจริง ๆ ไม่ใช่ทำ&lt;br /&gt;เปรียบเหมือนเราดูเด็กวิ่งเล่นซุกซนกัน โดยที่เราไม่ได้ไปวิ่งเล่นด้วย&lt;br /&gt;และไม่แม้กระทั่งจะส่งเสียงบอกว่า อย่าซน... เมื่อยามที่เด็กกำลังซนมาก ๆ&lt;br /&gt;การดูเด็กที่กำลังวิ่งซุกซนโดยไม่เข้าไปทำอะไรเลยนั้น หากดูอยู่บ่อย ๆ&lt;br /&gt;จะทำให้เราเกิดความเข้าใจถึงพฤติกรรมของเด็กได้ว่า&lt;br /&gt;เด็กคนไหนมีพฤติกรรมอย่างไร มีอารมณ์เป็นอย่างไร&lt;br /&gt;การดูกาย หรือดูจิต ก็มีลักษณะเช่นเดียวกันคือ เพียงแค่ดูกาย หรือเพียงแค่ดูจิต&lt;br /&gt;โดยไม่ทำการแทรกแซงหรือควบคุมกายและจิตตามที่ต้องการ&lt;br /&gt;ด้วยความเห็นผิดว่าการแทรกแซงหรือควบคุมนั้นจะทำให้รู้แจ้งได้&lt;br /&gt;แค่ดู ๆ ไป ก็จะรู้แจ้งในความเป็นจริงของกายและจิตได้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-111561084547360583?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/111561084547360583/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=111561084547360583' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111561084547360583'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111561084547360583'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/05/blog-post_09.html' title='แค่ดูก็รู้แจ้ง - เกริ่นนำ'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-111561068698268795</id><published>2005-05-09T10:46:00.000+07:00</published><updated>2005-05-11T15:55:36.103+07:00</updated><title type='text'>แค่ดูก็รู้แจ้ง (ฉบับใหม่)</title><content type='html'>จากความเห็นที่หลวงพ่อได้เมตตาแสดงไว้&lt;br /&gt;ผมจึงตัดสินใจเขียน แค่ดูก็รู้แจ้ง ขึ้นใหม่&lt;br /&gt;โดยนำบางส่วนของฉบับเดิมมาที่พอจะใช้ได้มาใส่ไว้&lt;br /&gt;ซึ่งเนื้อหาจะเน้นไปที่การฝึกด้วยการรู้ว่าเผลอไปเป็นหลัก&lt;br /&gt;เหมือน ๆ กับที่เคยเขียนไว้ใน รู้-ตื่น-เบิกบานระหว่างวัน&lt;br /&gt;หรือใครจะมองว่าเป็น รู้-ตื่น-เบิกบานระหว่างวัน ฉบับพิสดาร ก็ได้ครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-111561068698268795?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/111561068698268795/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=111561068698268795' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111561068698268795'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111561068698268795'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/05/blog-post.html' title='แค่ดูก็รู้แจ้ง (ฉบับใหม่)'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-111457785960603040</id><published>2005-04-27T11:49:00.000+07:00</published><updated>2005-04-27T11:57:39.606+07:00</updated><title type='text'>ขอรับบริจาคสร้างมณฑป ครอบพระพุทธรูปขนาด 109 นิ้ว</title><content type='html'>เรียน พี่น้องทุกท่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากพระน้องชาย ซึ่งบวชอยู่ที่จังหวัดเลย และเป็นเจ้าอาวาส สำนักสงฆ์ ดำรงค์ธรรม ซึ่งตั้งอยู่หลัง รพ.ค่ายศรีสองรักษ์ ถนนเลย-เชียงคาน และเป็นสาขาของวัดถ้ำผาปู่ จังหวัดเลย ได้สร้างพระพุทธรูปขนาด 109 นิ้ว ประดิษฐาน ณ.ที่เผาศพ เจ้าอาวาสองค์ก่อน ซึ่งได้จัดสร้างเสร็จไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาได้มีญาติโยมจากกรุงเทพฯไปพบเห็นพระพุทธรูปตั้งอยู่กลางแจ้ง จึงได้จัดสร้างมณฑปครอบพระพุทธรูปองค์ดังกล่าว โดยได้บริจาคเงินไว้ประมาณ 300,000 บาท แล้ว เป็นมณฑปที่มีทางเข้าได้ 3 ทาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายจริง ได้เกินเลยจากงบประมาณไปเล็กน้อย ประมาณ 20,000 บาท (และค่าตกแต่งอีกประมาณ 40,000 บาท)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากพี่น้องท่านใด สนใจที่จะร่วมบริจาคเพื่อการนี้ สามารถติดต่อได้ที่ผมโดยตรง ตามเมล์ที่ท่านได้มีอยู่นั้น หรือที่ สืบสันติธรรม (Chat)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เงินบริจาค สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ เพราะสามารถออกใบอนุโมทนาบัตรได้ (กรุณาแจ้งความประสงค์ด้วย)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-111457785960603040?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/111457785960603040/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=111457785960603040' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111457785960603040'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111457785960603040'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/04/109.html' title='ขอรับบริจาคสร้างมณฑป ครอบพระพุทธรูปขนาด 109 นิ้ว'/><author><name>พัลวัน</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13014913429181551381</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='26' src='http://www.geocities.com/vsirivat/giant.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-111436587952106534</id><published>2005-04-25T00:45:00.000+07:00</published><updated>2005-04-25T01:04:39.523+07:00</updated><title type='text'>โครงการอัพเดทสันติธรรมดอทคอม</title><content type='html'>ผมมีโครงการที่จะอัพเดทสันติธรรมใหม่อีกครั้งหลังจากไม่ได้ทำมานานมาก&lt;br /&gt;สำหรับสาเหตุที่อยากจะอัพเดทมาจากสาเหตุหลัก 2 อย่างคือ&lt;br /&gt;1. เนื้อหาในสันติธรรมนั้นยังขาดตกบกพร่องอยู่จากความตั้งใจเดิมของหลวงพ่อ&lt;br /&gt;กล่าวคือยังมีไฟล์ที่หลวงพ่อส่งมาให้เป็นเนื้อหา&lt;br /&gt;แต่ผมไม่ได้เอาลงเวบเหลืออีกจำนวนหนึ่งซึ่งมากพอสมควร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. เวลาที่ผ่านไปมาก ทำให้ธรรมะจากหลวงพ่อมีมากขึ้น&lt;br /&gt;ที่สำคัญธรรมะเหล่านั้นก็หมดจดงดงามขึ้นตามลำดับ&lt;br /&gt;เห็นได้จากงานเขียนสำคัญ 2 ชิ้นได้แก่วิถีแห่งความรู้แจ้งและประทีปส่องธรรม&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังมี CD ที่เป็นไฟล์ MP3 อีกด้วย&lt;br /&gt;ซึ่งธรรมะเหล่านี้หากไม่ได้รับการเผยแผ่ให้กว้างขวางก็เป็นที่น่าเสียดาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการทำงานนี้ผมได้แบ่งโครงสร้างของโฮมเพจออกเป็น 3 ส่วนได้แก่&lt;br /&gt;ส่วนที่ 1: เนื้อหางานเขียนก่อนมิถุนายน 2543 คืองานเขียนก่อนออกบวช&lt;br /&gt;ซึ่งได้แก่สันติธรรมเดิมทั้งหมดและเพิ่มเติมส่วนที่ยังไม่ได้รับการนำเสนอ&lt;br /&gt;ส่วนที่ 2: เนื้อหางานเขียนหลังมิถุนายน 2543 คืองานเขียนหลังออกบวช&lt;br /&gt;ซึ่งได้แก่หนังสือวิถีแห่งความรู้แจ้ง(เวอร์ชั่น2) และหนังสือประทีปส่องธรรม&lt;br /&gt;ส่วนที่ 3: ได้แก่การนำไฟล์ MP3 ของหลวงพ่อที่มีการรวบรวมไว้มาเผยแผ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในสามส่วนนี้จะเห็นได้ว่าส่วนที่ 1 เป็นส่วนที่เมื่อทำเสร็จแล้วไม่จำเป็นต้องทำเพิ่มอีก&lt;br /&gt;ในขณะที่ส่วนที่ 2 นั้นขึ้นอยู่กับความกรุณาของหลวงพ่อ&lt;br /&gt;สำหรับส่วนที่ 3 เนื่องจากขนาดของไฟล์ค่อนข้างใหญ่และมีจำนวนมาก&lt;br /&gt;ผมจึงวางแผนว่าทยอยนำมาลงในเวบและใช้วิธีอัพเดทอย่างสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับส่วนที่หนึ่งจะเป็นเรื่องของการตรวจวรรคตอนและการแก้คำผิด&lt;br /&gt;ผมมีไฟล์ html ที่จะต้องทำกลับให้เป็นเวิร์ดอีกครั้ง ก่อนจะส่งให้คนทำเวบต่อไป&lt;br /&gt;ณ เวลานี้มีคุณปูกับน้องอ้อเป็นอาสาสมัครแล้ว&lt;br /&gt;สำหรับส่วนที่สองนั้นเนื้อหามีครบแล้วและอยู่ในรูปแบบของ word&lt;br /&gt;ในส่วนที่สามผมเองมีเก็บในส่วนที่มีการทำแจกกัน หากใครมีไฟล์เพิ่มเติมก็ส่งมาให้ได้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเห็นว่าจุดสำคัญคือส่วนที่หนึ่งที่ต้องการคนช่วยเหลือเพิ่มเติม&lt;br /&gt;จึงได้นำเสนอโครงการไว้ ณ ที่แห่งนี้&lt;br /&gt;หากใครต้องการช่วยเหลือในส่วนไหนขอให้ส่งเมลมาที่&lt;br /&gt;&lt;a href="mailto:witwat_big@yahoo.co.uk"&gt;witwat_big@yahoo.co.uk&lt;/a&gt; จ่าหัวว่าสันติธรรมนะครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-111436587952106534?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/111436587952106534/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=111436587952106534' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111436587952106534'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111436587952106534'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/04/blog-post_25.html' title='โครงการอัพเดทสันติธรรมดอทคอม'/><author><name>Witwat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02280323369578069328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-111286496002626305</id><published>2005-04-07T16:01:00.000+07:00</published><updated>2005-05-15T12:53:47.076+07:00</updated><title type='text'>ประกาศ ห้ามเผยแพร่ แค่ดูก็รู้แจ้ง (ฉบับเก่า)</title><content type='html'>เนื่องจาก แค่ดูก็รู้แจ้ง ที่เคยนำมาลงไว้ที่นี่ (ฉบับเก่า)&lt;br /&gt;หลวงพ่อมีความเห็นว่า&lt;br /&gt;มีความเสี่ยงที่จะทำให้ภาวนาผิด ๆ และแก้ไขได้ยาก&lt;br /&gt;ดังนั้น &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;จึงขอห้ามเผยแพร่โดยเด็ดขาด&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;และถ้าใครมีไฟล์หรือเอกสารอยู่ ขอให้ลบหรือทำลายทิ้งด้วยนะครับ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับความเห็นของหลวงพ่อมีดังนี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เจริญพร อาจารย์สุรวัฒน์&lt;br /&gt;การหัดทำความรู้จักความรู้สึกตัวด้วยการส่งสายตาไปมองเป้าหมาย โดยมองเห็นมือหรือแขนตนเองรางๆ ไปพร้อมกันนั้น มีจุดที่ควรเตือนผู้ปฏิบัติให้ระมัดระวังนอกเหนือไปจาก (๑) อย่าเพ่งจ้องเป้าหมาย ให้มองสบายๆ และ (๒) ถ้ารู้สึกเครียดๆ หรือตึงๆ ให้รีบหยุดแล้วเริ่มใหม่ ซึ่งคุณสุรวัฒน์เขียนไว้แล้วนั้น ยังมีข้อควรระวังเพิ่มเติมอีกดังนี้คือ&lt;br /&gt;(๑) ควรระบุให้ชัดเจนว่า นี่เป็นอุบายเพื่อให้รู้จักความรู้สึกตัวเท่านั้น ไม่ใช่วิธีการสร้างความรู้สึกตัว&lt;br /&gt;แท้จริงความรู้สึกตัวสร้างไม่ได้ด้วยการจงใจรู้ตัวไปด้วยรู้รูปทางตาไปด้วย แต่ความรู้สึกตัวเกิดจากการที่จิตจดจำสภาวธรรมได้แม่นยำ เช่นเมื่อรู้จักความเผลอ พอเผลอ ความรู้สึกตัวก็เกิดขึ้นเอง ผู้ปฏิบัติจะต้องหมั่นจดจำสภาวะต่างๆ ไว้ ดังที่หลวงพ่อเคยบอกคุณสุรวัฒน์ที่ศาลาลุงชินให้รู้จักว่าเผลอเป็นอย่างไร เพ่งเป็นอย่างไร รู้ตัวเป็นอย่างไร แล้วคุณสุรวัฒน์จำเอาไว้ได้ พอสภาวะนั้นเกิดขึ้น สติก็เกิดได้เอง จนคุณสุรวัฒน์เกิดพัฒนาการทางจิตมาตามลำดับ&lt;br /&gt;ตรงนี้ขอนอกเรื่องสักนิด การที่หัดทำความรู้จักและจดจำสภาวะ เช่นรู้ว่าเผลอเป็นอย่างไร โกรธเป็นอย่างไร เป็นวิธีการเพื่อให้เกิดสติหรือทำให้เกิดความรู้สึกตัว เมื่อรู้จักความรู้สึกตัวแล้วก็ต้องเจริญปัญญา จะใช้การเผลอแล้วรู้ก็ได้ เมื่อทำไปนานๆ จะเห็นว่าจิตไม่เที่ยง คือเผลอเกิดแล้วก็ดับ รู้เกิดแล้วก็ดับ หรือเห็นจิตเป็นอนัตตา คือจิตจะเผลอก็ห้ามไม่ได้ จิตจะรู้ก็สั่งไม่ได้และรักษาไม่ได้ อันนี้เป็นการปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญา&lt;br /&gt;(๒) ควรเตือนให้ระวังว่าความจงใจจะรักษาการรู้สึกถึงความมีอยู่ของมือหรือแขน จะทำให้เกิดการประคองความรู้สึกตัวไว้ที่มือ แขน หรือกาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขอีกทีหนึ่ง และถ้าติดแล้วจะแก้ยาก&lt;br /&gt;ความจริงการมองเป้าหมายด้วย มองแขนรางๆ ไปด้วย เป็นอุบายที่เสี่ยงกับการประคองความรู้สึกไว้ที่กาย เพราะธรรมชาติของจิตย่อมรู้อารมณ์ได้ครั้งละอย่างเดียว เมื่อพยายามแบ่งความรู้สึกออกเป็นสองส่วน ถ้าทำไปนานๆ ก็จะเกิดการประคองความรู้สึกไว้ที่กายก่อนจะไปมอง การมองก็จะไม่เต็มที่ ดังนั้นที่อาจารย์สุรวัฒน์ให้มองเป้าหมายให้ชัดๆ ก่อนนั้นก็ดีแล้ว (แต่ก็ต้องระวังอย่าให้ติดนิสัยที่จะมองอะไรให้ชัดๆ จนเกินธรรมดา) เขาจะได้ไม่ประคองความรู้สึกตัวไว้ก่อน ควรเตือนว่าอุบายนี้ให้ใช้เพียงช่วงสั้นๆ อย่าไปฝึกแบบดูทุกอย่างโดยประคองความรู้สึกไว้ที่มือหรือแขนตลอดเวลา&lt;br /&gt;(๓) ทางที่ดีเมื่อมองเป้าหมายได้ชัดแล้ว (ผู้ดูจะลืมตัวเอง เห็นแต่เป้าหมาย) ก็ให้รู้สึกสบายๆ ถึงความมีอยู่ของกายตนเองในช่วงสั้นๆ แล้วออกรู้เป้าหมายให้ชัดเจนใหม่ สลับกันเป็นระยะๆ ไป จะพบว่าในเวลาที่ตาเห็นรูป (หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัส ใจคิด) เราจะลืมตัวเองเสมอๆ เมื่อรู้ว่าลืมตัวแล้ว ก็จะเกิดความรู้สึกตัวได้เอง ใหม่ๆ จะยังจำสภาวะของความรู้สึกตัวไม่ได้ชัด แต่เมื่อรู้สึกหลายครั้งเข้าก็จะรู้จักและจำสภาวะของความรู้สึกตัวได้ หลวงพ่อว่าถ้าแนะนำเขาอย่างนี้น่าจะปลอดภัยกว่า จะได้ไม่ต้องตามแก้อาการประคองความรู้สึกไว้ที่กายในภายหลังซึ่งมีคนติดกันมากทีเดียว&lt;br /&gt;ขอเจริญพร&lt;br /&gt;หลวงพ่อปราโมทย์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;๑๕ เมษายน ๒๕๔๘&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-111286496002626305?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111286496002626305'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111286496002626305'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/04/blog-post_07.html' title='ประกาศ ห้ามเผยแพร่ แค่ดูก็รู้แจ้ง (ฉบับเก่า)'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-111279285699036688</id><published>2005-04-06T20:01:00.000+07:00</published><updated>2005-04-06T20:15:00.850+07:00</updated><title type='text'>ปัญหาเรื่อง Contributors</title><content type='html'>&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เรียนปรึกษาพี่ตึกค่ะ&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้มีผู้สนใจบางท่านได้สมัคร blogger แล้ว&lt;br /&gt;แต่ไม่มีรายชื่ออยู่ใน contributors&lt;br /&gt;และไม่สามารถโพสต์ข้อความได้ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;em&gt;เรียนพี่บิ๊กนะคะ&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;อ้อพยายามจะเปิดเมล์ตัวเองมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วค่ะ&lt;br /&gt;แต่เหมือน hotmail (ของอ้อเอง) จะพังไปเสียแล้ว&lt;br /&gt;จึงไม่สามารถนำมาโพสต์ให้ได้ค่ะ (แค่เปิดออกมาดูก็ไม่ได้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาไว้พี่ตึกบอกหนทางให้พี่บิ๊กเข้ามาโพสต์ได้&lt;br /&gt;หรืออ้อเปิดเมล์ได้ก่อน ค่อยว่ากันอีกทีนะคะ ^_^"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หมายเหตุ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;1. เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเผยแพร่บทความของหลวงพ่อ&lt;br /&gt;ในรูปแบบเป็นทางการน่ะค่ะ&lt;br /&gt;2. ถ้าเคลียร์ปัญหาแล้ว ลบ partition นี้ออกได้เจ้าค่ะ&lt;br /&gt;_/\_&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-111279285699036688?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/111279285699036688/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=111279285699036688' title='8 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111279285699036688'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111279285699036688'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/04/contributors.html' title='ปัญหาเรื่อง Contributors'/><author><name>วิลาศินี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12727919330606874914</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://wilasinee.diaryclub.com/images/20050205_KOKORO.jpg'/></author><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-111269948021671090</id><published>2005-04-05T18:06:00.000+07:00</published><updated>2005-04-09T08:58:44.533+07:00</updated><title type='text'>กระดานแจ้งข่าว สำนักสงฆ์สวนโพธิญาณอรัญวาสี</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#993300;"&gt;กระดานแจ้งข่าวสำนักสงฆ์สวนโพธิญาณอรัญวาสี&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#993300;"&gt;วันปิดสำนักสงฆ์เท่าที่ทราบล่วงหน้ามีดังนี้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#993300;"&gt;วันที่ 7-8, 18-19, และ 24-26 เมษายน 2548&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-111269948021671090?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111269948021671090'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111269948021671090'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/04/blog-post_111269948021671090.html' title='กระดานแจ้งข่าว สำนักสงฆ์สวนโพธิญาณอรัญวาสี'/><author><name>maibok</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-111267214735572769</id><published>2005-04-05T10:33:00.000+07:00</published><updated>2005-04-05T10:35:47.356+07:00</updated><title type='text'>1..2..3..</title><content type='html'>นับหนึ่ง คือ ปริยัติ&lt;br /&gt;นับสอง คือ ปฎิบัติ&lt;br /&gt;นับสาม คือ ปฎิเวธ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-111267214735572769?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/111267214735572769/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=111267214735572769' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111267214735572769'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111267214735572769'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/04/123.html' title='1..2..3..'/><author><name>พัลวัน</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13014913429181551381</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='26' src='http://www.geocities.com/vsirivat/giant.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-111266608578059838</id><published>2005-04-05T08:51:00.000+07:00</published><updated>2005-04-05T09:27:00.186+07:00</updated><title type='text'>กิเลสสร้างธรรมไม่ได้หรอก</title><content type='html'>สงครามไม่อาจสร้างสันติภาพได้ สร้างได้แต่เชื้อแห่งสงครามครั้งใหม่ ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความโกรธไม่อาจสร้างความสงบได้ สร้างได้แต่ความอาฆาตพยาบาท ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความคิดปรุงแต่งไม่อาจสร้างปัญญาได้ สร้างได้แต่ทิฏฐิ ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจริญสติเจริญสัมปชัญญะกันเถิด นั่นคือทางแห่งโลกุตตระ!&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-111266608578059838?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/111266608578059838/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=111266608578059838' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111266608578059838'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111266608578059838'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/04/blog-post_05.html' title='กิเลสสร้างธรรมไม่ได้หรอก'/><author><name>พัลวัน</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13014913429181551381</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='26' src='http://www.geocities.com/vsirivat/giant.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-111259424996922070</id><published>2005-04-04T12:57:00.000+07:00</published><updated>2005-04-04T13:00:07.593+07:00</updated><title type='text'>ที่พักพิงแห่งใหม่</title><content type='html'>_/\_ ขอบพระคุณค่ะ สำหรับที่พักพิงแห่งใหม่&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-111259424996922070?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/111259424996922070/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=111259424996922070' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111259424996922070'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111259424996922070'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/04/blog-post_111259424996922070.html' title='ที่พักพิงแห่งใหม่'/><author><name>ไก่แก้ว</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12419804337979059250</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-111258897203668574</id><published>2005-04-04T11:21:00.000+07:00</published><updated>2005-04-04T11:29:32.036+07:00</updated><title type='text'>สวัสดี-วิถีชาวพุทธ</title><content type='html'>วันแรกกับการได้ของเล่นใหม่ ก็เลยมาลองเขียนบันทึกดู&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-111258897203668574?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/111258897203668574/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=111258897203668574' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111258897203668574'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111258897203668574'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/04/blog-post_04.html' title='สวัสดี-วิถีชาวพุทธ'/><author><name>สุรวัฒน์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00803136146850429309</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11909598.post-111258573761338324</id><published>2005-04-04T10:31:00.000+07:00</published><updated>2005-04-04T10:35:37.613+07:00</updated><title type='text'>ยินดีต้อนรับ</title><content type='html'>อยากให้มุมหนึ่งของโลก เป็นที่พักอันแสนสงบของชาวพุทธ เพื่อปฎิบัติภารกิจของตนเองในพระพุทธศาสนาให้เสร็จสิ้น โดยปราศจากการรบกวนของหมู่มารทั้งหลาย และมีที่แห่งนี้เป็นที่แลกเปลี่ยนสนทนาของหมู่ชาวพุทธ ที่กำลังเดินทางไปในทางสายกลาง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11909598-111258573761338324?l=budhistway.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://budhistway.blogspot.com/feeds/111258573761338324/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=11909598&amp;postID=111258573761338324' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111258573761338324'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11909598/posts/default/111258573761338324'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://budhistway.blogspot.com/2005/04/blog-post.html' title='ยินดีต้อนรับ'/><author><name>พัลวัน</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13014913429181551381</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='26' src='http://www.geocities.com/vsirivat/giant.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
