Monday, September 18, 2006

คำถาม-ตอบที่ 10

ถาม
เมื่อปฏิบัติด้วยการดูทั้งกายทั้งจิต ผมพบว่า ผมติดคำบริกรรมน่ะครับ
ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นสิบๆปี ผมเคยฝึกปฏิบัติแนวสมถะที่...น่ะครับ
ที่ว่าติดก็คือ อย่างเช่น พอจิตรับรู้ความโกรธ จิตตัวที่รู้ จะรู้ แต่ตามมาจะมีจิตอีกตัว
ที่มาพูดในใจว่า "จิตโกรธ, โกรธ, โกรธนะ ฯลฯ"ซึงก็ยังดีที่มีบางครั้ง (แต่น้อยครั้งนัก)
ที่คำบริกรรมเหล่านี้ ไม่ตามมาอ.ที่เคยสอนวิปัสสนาผมท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า
ผมเป็นคนย้ำคิดย้ำทำมันก็เลยเป็นวิบากกรรม ฉะนั้น เมื่อคำเหล่านี้มันมา
ก็รู้แค่ว่า มันมาก็เท่านั้นการที่ผมจะไปแก้ ไม่ใช่ทางที่ถูกใช่ไหมครับ
ยึดหลักที่ว่า รู้ลูกเดียวและวางใจว่า คำเหล่านี้ มันก็เป็นอนัตตา?

ตอบ
กรณีติดคำบริกรรมหลังจากที่รู้สภาวะแล้วนั้น
เราไม่ต้องหาทางแก้นะครับ เพียงแค่ตามรู้ต่อไปว่า จิตหลงไปบริกรรม ก็พอครับ
หากสังเกตดี ๆ จะพบว่า ตอนแวบที่รู้สึกว่าจิตมีความโกรธนั้นคือการรู้ที่ถูกแล้ว
เพราะรู้แบบไม่จงใจ ไม่จ้องที่จะรู้ แต่มันรู้แวบขึ้นมาเอง อีกทั้งไม่ใช่การคิดเอาด้วย
แต่พอรู้ได้แล้ว จิตจะหลงไปคิดนึกคำบริกรรมทันที (ตรงนี้เป็นหารหลงครั้งใหม่แล้ว)
หากเราเห็นได้ว่า จิตที่หลงไปบริกรรมนั้น ไม่ใช่การรู้ ต่อไปพอจิตหลงไปเราก็จะรู้ว่าจิตหลงไป
แล้วมันจะเลิกบริกรรมไปเองครับ

ถาม
อ. ผม เข้าใจว่า จะเรียนมาทางสายวัดป่า โดยท่านบอกว่า
ถ้าหากยังดูรูปไม่ได้จะไม่มีทางเข้าใจเรื่องการดูจิตได้เลย
ผมก็เลยงงๆ ว่าต้องดูรูปให้ได้ถึงขนาดไหนกัน
เพราะจนถึงตอนนี้ ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าผมเห็นรูปปรมัตถ์บ้างหรือยัง
บางที เวลายืน ผมรู้ว่าเป็นรูปยืนก็สงสัยตัวเองว่า ที่เรารู้เนี่ย เพราะสัญญา
หรือว่า เรารู้จริงๆกันแน่
สรุปก็คือ ตอนนี้ ความรู้สึกไหนที่เด่นชัดขึ้นมาผมก็ไปตามรู้อันนั้นก่อนน่ะครับ

ตอบ
ทำตามที่สรุปเอาไว้นั่นแหละครับ
อ.ท่านผ่านการรู้รูปมาก่อนท่านก็ย่อมเข้าใจว่าต้องรู้รูปมาก่อนครับ
ส่วนผมเองไม่เคยผ่านการรู้รูปมาก่อนแต่มาหัดรู้จิตไปเลย
ก็เลยเข้าใจว่าไม่จำเป็นต้องผ่านการรู้รูปมาก่อนก็สามารถรู้จิตได้ครับ
การภาวนาของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันในรายละเอียด
เราเองก็ต้องสังเกตว่าเราเองควรที่จะรู้รูปก่อนหรือรู้จิตไปเลยครับ

ถาม
อันนี้ เป็นปัญหาสำคัญ เวลานั่งสมาธิ พอทุกอย่างเริ่มนิ่งจิตจะไปจับที่ลมหายใจ
โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ หากต้องการให้หายใจได้โดยอัตโนมัติจะยิ่งสลัดไม่หลุด
ผมก็ตามรู้ว่า จิตไปติดลมหายใจแต่เมื่อจิตหลุดไปจากลมหายใจปุ๊ป
คือ ถ้ามีความรู้สึกเกี่ยวกับคำว่า "ลมหายใจ"ปุ๊ป มันก็จะกลับมาแช่อยู่ที่ลมหายใจอีก
คราวนี้ ปัญหาก็คือ เมื่อจิตเข้ามาจับที่ลมหายใจแล้วเนี่ย
จะทำให้อึดอัดไม่สบาย ปวดหัวไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดีครับตรงนี้

ตอบ
หากภาวนาแล้วเกิดอาการอึดอัด ไม่สบาย ปวดหัว
ก็คงเป็นเพราะเราไปเพ่งลมหายใจแล้วครับ
ทางเลือกในกรณีแบบนี้ก็มีคือ หยุดภาวนาแบบที่ทำอยู่
แล้วลองใช้รูปแบบอื่นแทนที่ทำแล้วไม้อึดอัดไม่ปวดหัว
หรือไม่ก็ให้ หัดรู้สภาวะเพ่ง สภาวะอึดอัดปวดหัวไปก็ได้
หรือไม่ก็ ให้ผ่อนน้ำหนักการตามดูลมหายใจให้เบาลงกว่าเดิมจนไม่เกิดอาการเพ่งครับ

ถาม
หลวงพ่อ มักจะพูดประจำว่า ถ้าสงสัยก็ให้รู้ว่าสงสัย แต่ไม่ทราบว่าถ้าเกิดเป็น วิจิกิจฉา ขึ้นมา
ก็จะต้องหากัลยาณมิตรมาไขข้อข้องใจไม่ใช่เหรอครับ

ตอบ
ที่หลวงพ่อปราโมทย์พูดนั้น
ท่านพูดถึงในขณะที่เรากำลังเจริญสติ (เจริญวิปัสสนา) นะครับ
ส่วนกรณีที่เราต้องการหาคำตอบจริง ๆ เราจึงค่อยสอบถามจากผู้รู้เอาครับ
แต่ส่วนมากแล้ว หากเรารู้ว่าจิตมีความสงสัยได้
เรื่องที่เราสงสัยก็จะไม่ใช่เรื่องสำคัญที่ต้องดิ้นรนหาคำตอบ
จะรู้คำตอบหรือไม่ก็ไม่สำคัญเท่ากับได้รู้ว่าจิตสงสัย
ไม่สำคัญเท่ากับได้รู้ว่าจิตอยากหาคำตอบครับ

ถาม
ผมฟังธรรมบรรยายของหลวงพ่อมาหลายไฟล์แล้ว แต่ยังไม่เจอวิธีการทำอาณาปนสติตามแนวของหลวงพ่อเลย อยากศึกษาไว้เวลาจิตเหนื่อยล้าจะได้พักน่ะครับถ้าไม่เป็นการรบกวน ช่วยอธิบายมาสั้นๆจะเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ

ตอบ
เรื่องอานาปานสตินั้น ผมเองคงไม่สามารถบอกได้ครับว่าต้องทำอย่างไร
เคยฟังจากหลวงพ่อ ท่านบอกว่าเป็นกรรมฐานที่ทำยากมาก
ส่วนมากทำแล้วกลายเป็นการเพ่งลมมากกว่าที่จะตามรู้ลมได้จริงครับ
หากจะทำกรรมฐานเพื่อการพักก็ต้องทำสมถะครับ
ส่วนจะใช้รูปแบบใด้ก็คงต้องหาศึกษาเอาตามตำรับตำราที่สอนการทำสมถะนะครับ
ผมเองทำสมถะไม่เป็นก็เลยบอกให้ไม่ได้ว่าควรทำอย่างไร
บอกได้แต่ทำแล้วจิตควรที่จะมีความสงบ ตั้งมั่น ปราศจากนิวรณ์ ครับ
เมื่อทำเสร็จแล้วก็ให้ตามรู้จิตต่อไปทันทีครับ

Monday, March 27, 2006

คำถาม-ตอบที่ 9

ถาม
ดิฉันได้ทำสมาธิตามแนวทางของหลวงปู่ดูลย์ คือการเฝ้าดูประพฤติของจิตจนจิตสงบ
แต่มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นและทำให้ดิฉันเป็นกังวลจนถอนอกจากสมาธิ
นั่นคือความรู้สึกว่ามีร่างกายได้หายไป เหลื่อแต่เพียงดวงจิตที่ปรากฎชัดอยู่
ความรู้สึกนี้ทำให้จิตที่เป็นสมาธิอยู่เกิดการสั่นไหว และต้องถอนออกจากสมาธิในที่สุด
ดิฉันไม่ทราบว่าจะต้องทำอย่างไรดี

ตอบ
ผมขอเรียนตามตรงว่า ผมไม่ได้ทำสมาธิแบบที่คุณ...เล่ามาเลยครับ
ผมจะใช้การเจริญสติสัมปชัญญะในชีวิตประจำวันเป็นหลักจึงไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบที่คุณ...เล่าไว้ครับ
แต่ถ้าจะใช้หลักการเจริญสติกับเหตุการณืนี้ ก็ใช้ได้ครับคือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
มีหลักอยู่ที่ให้รู้อาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและเรารู้สึกได้ชัดอย่างมีสติสัมปชัญญะ
ดังนั้นเมื่อทำสมาธิไปแล้วรู้สึกว่าร่างกายหายไปจนเกิดความกังวล
ก็ให้เฝ้ารู้เฝ้าดูไปที่ความรู้สึกกังวล เดี๋ยวเดียวความรู้สึกกังวลก็จะดับไป
ต่อไปไม่ว่าจะเกิดความรู้สึกอย่างไรก็ให้เฝ้ารู้เฝ้าดูไปที่ความรู้สึกนั้นครับ
แต่ต้องเข้าใจด้วยนะครับว่าการทำสมาธิแบบนี้จะเป็นการทำสมถะเท่านั้น
เมื่อเสร็จจากการทำสมถะแล้ว ก็ควรหัดเจริญวิปัสสนาด้วยนะครับ

คำถาม-ตอบที่ 8

ถาม
ตรงหนังสือ หัดรู้หัดดู ที่บอกว่า ถ้าเผลอ ก็รู้ว่าเผลอ จิตจะต้องมีลักษณะเป็นเพียงผู้รู้ผู้ดูอยู่
หรือเพียงแค่รู้แค่ดู ได้โดยตัวเอง คือไม่ได้เกิดจากการที่เราไปบังคับหรือไปควบคุม
แต่จะเป็นไปโดยอัตโนมัติเมื่อจิตไปรับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เปรียบเหมือนกับเราที่นั่งเหม่อ พอมีคนมาสะกิดเรียก
เราก็เหมือนตื่นจากฝัน โดยที่ไม่มีการตั้งใจตื่นเลยแม้แต่น้อย
การจงใจทำอะไรขึ้นมาเพื่อให้รู้ว่าเผลอไปได้เร็วขึ้นนั้น
ล้วนแต่เป็นการทำไปเพราะถูกความอยากบงการให้ทำ ทำไปก็ไม่เกิดการรู้การดูที่ถูกต้องหรอก
รบกวนถามว่า ความจงใจทำอะไรเพื่อนให้รู้ว่าเผลอเร็วขึ้น ทำอย่างไรค่ะ ในเมื่อตัวเองกำลังเผลออยู่

ตอบ
เรื่องการจงใจจะทำอะไรเพื่อให้รู้ว่าเผลอได้เร็วนั้น
หมายถึงการจงทำนั่นทำนี่โดยอยากให้ตัวเองรู้ว่าเผลอได้เร็วขึ้น
ซึ่งแต่ละคนก็จะใช้รูปแบบที่แตกต่างกันไป เช่นบางคนก็พยายามหรือจงใจที่จะกระพริบตาให้บ่อย ๆ
บางคนก็พยายามหรือจงใจที่จะยกมือบ่อย ๆ ฯลฯ
ซึ่งการทำแบบนี้มันจะเป็นการกระทำที่เกินกว่าจะเป็นไปตามปกติธรรมดา
และยิ่งทำไปเพราะอยากให้รู้ตัวเร็วขึ้นก็ยิ่งทำให้ไม่รู้ตัวครับ

Thursday, March 09, 2006

คำถาม-ตอบที่ 7

ถาม
ได้ฟังเกี่ยวการตามดูจิตนะค่ะ ก็พยายามหัดทำตาม แต่มีข้อสงสัยจะถามน่ะคะ คือว่า ขณะที่เราฟังผู้สนทนา แล้วเราโกรธ เราก็จะรู้ว่าเราโกรธ มีทั้งรับรู้ถึงอารมณ์ที่โกรธ รับรู้ถึงความร้อนที่เกิดในตัว และการเต้นของหัวใจที่เต้นแรง แสดงว่า เราจะต้องดูสลับไปสลับมา ว่าสิ่งใดชัดขึ้นในจิตในขณะนั้น ดูไปเรื่อยๆ จนกว่า จะเห็นว่าความรู้สึกนั้นมันหายไป ใช่หรือเปล่าค่ะ
ตอบ
ใช่ครับ

ถาม
และถ้ามันหายไป แล้วอีกประเดี๋ยวกลับมาอีก ก็กลับไปดูอีกใช่เปล่าค่ะ
ตอบ
ใช่ครับ


ถาม
ในบางครั้ง อาจจะมีอารมณ์อื่น เข้ามาแทรก เราจะต้องดูสิ่งที่มากระทบ ว่าสิ่งใหนชัดเจนต่อจิตมากที่สุด ณ.ขณะนั้น ใช่หรือเปล่าค่ะ
ตอบ
ใช่ครับ
คุณ...เข้าใจหลักการดูจิตถูกแล้วครับ

ถาม
รบกวนถามอีกเรื่องน่ะคะ เมื่อเกิดอาการเจ็บขึ้นมา เคยได้ยินว่า ให้รู้ว่าเจ็บ แต่ให้ไปรู้ที่ใจ ไม่ทราบว่าทำอย่างไรค่ะ
ตอบ
อาการเจ็บนี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือภาวนาได้ 2 แนวครับคือ
1. พอรู้ชัดว่าเจ็บ จิตก็จะเกิดรู้สึกตัวและรับรู้อาการเจ็บไปแบบเป็นเพียงผู้ดูเท่านั้น

2. ถ้าอาการเจ็บมากจนไม่อาจเป็นเพียงผู้ดูอยู่ได้ (จิตจะแนบแน่นกับอาการเจ็บ)
หากเกิดรู้สึกว่าดูไม่ได้ ก็อาจย้อนไปดูอาการของจิตหรือดูใจที่รู้สึกเป็นทุกข์
หรือดูใจที่รู้สึกกังวน หรือดูใจที่รู้สึกไม่ยินดีต่ออาการเจ็บ ก็ได้ครับ
แต่ไม่ว่าเราจะดูแนวที่ 1 หรือ 2 ก็ตาม สิ่งที่บ่งบอกว่าเราดูได้จริงก็คือ
ดูแล้วจิตต้องเกิดความรู้สึกตัว (เกิดสติสัมปชัญญะ) ที่จะรับรู้สิ่งที่ถูกดูอยู่
แบบเป็นเพียงผู้ดูเท่านั้นครับ

ถาม
มีคำถามสงสัยอีกคำถามหนึ่งน่ะคะ คือ ให้รู้สิ่งที่กำลังปรากฏด้วยจิตที่เป็นกลาง
คำว่าเป็นกลาง หมายความว่า ไม่เพ่งจ้องมาก ใช่หรือเปล่าคะ หรือหมายความว่า ถ้าดูสภาวะอารมณ์

ไม่เข้าข้างอาการ หรือว่าอยางไรค่ะ ตรงนี้ยังสงสัย ไม่ทราบจะถามใคร
ตอบ
สำหรับ จิตที่เป็นกลางนั้น ก็หมายถึง
การรู้สิ่งต่าง ๆ แบบรู้เฉยๆ ดูเฉยๆ ไม่ทำอะไรกับสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่
เช่นพอรู้ว่าโกรธก็ไม่จัดการกับความโกรธ แค่รู้แค่ดูมันไปเท่านั้นครับ
หรือจะหมายถึงการรู้แบบไม่เพ่งไม่จ้องก็ได้ครับ
เพราะการเพ่งหรือจ้องดูนั้น จะเป็นการกระทำที่เกิดจากจิตที่ไม่เป็นกลาง
เช่นอยากทำให้สิ่งที่กำลังเกิดอยู่นั้นหายไปเป็นต้น
หรืออยากที่จะดูให้เข้าใจมาก ๆ เพื่อหวังว่าจะละวางสิ่งนั้นลงได้เป็นต้น

ถาม
แล้วเวลาที่เราตามรู้กาย (เช่นเดิน เราไปรับรู้ถึงอาการเดิน แนบแน่นเกินไปน่ะค่ะ)

แล้วเรารู้สึกว่าตึง ปวดหัว เราเปลี่ยนด้วยการเปลี่ยนอิริยาบท นี้ถูกต้องหรือเปล่าค่ะ

หรือว่าเราควรจะทำ อย่างไรค่ะ บางครั้งรู้ว่าตัวเองไม่ได้เพ่งจ้องน่ะคะ แต่ทำไมมันมีอาการตึง ที่หัวน่ะค่ะ

(อาการลักษณะนี้เป็นบ่อยค่ะ เราจะรู้ได้อย่างไรค่ะ ว่านี้เป็นอาการทางกาย หรือ เป็นเพราะว่าเพ่งมากเกินไปค่ะ)
ตอบ
อาการนี้คงเป็นการเพ่งแน่ครับ
แต่อาจเกิดจากการตั้งใจหรือจงใจที่จะตามรู้มากกว่า
ถึงจะเปลี่ยนอิริยาบถก็คงไม่หายหรอกครับ
ต้องหยุดจงใจหรือเจตนาที่จะตามรู้กาย
หรือต้องผ่อนความตึงในการตามรู้ลงครับ
หรือให้รู้ทุกข์หรือความตึงปวดหัว
อย่าอยากให้มันหาย ไม่หายก็ไม่หาย ตามรู้ทุกข์ไปเรื่อย ๆ ไม่นานก็หายได้ครับ

Saturday, January 21, 2006

คำถาม-ตอบที่ 6

ถาม
การรู้ อย่างที่หลวงพ่อปราโมทย์สอนนั้น
คือการดูความรู้สึกที่เกิดจากประสาทสัมผัสทั้งหก(รวมใจด้วย) ใช่มั้ยครับ
แต่ผมรู้สึกว่าหากจะดูความรู้สึกเฉยๆ โดยไม่มีอะไรเหนี่ยวไว้ (เช่นลมหายใจ )
มันก็ยากมากที่จะหา ตัวรู้นั้นเจอ
อาจารย์มีวิธีอะไรในการจับความรู้สึก รู้ บ้างครับ
เพราะบางทีพอดูออกว่า รู้นะคิดอะไรอยู่ .. เจ้าความคิดนั้น ก็หายไปเฉยเลย แล้วมันก็จะไปรู้ที่กายแทน (หรือที่ลมหายใจ)
ไม่ทราบว่าผมปฏิบัติมาถูกมั้ยครับ ตอนนี้เอาลมหายใจเป็นตัวเหนี่ยวให้เกิดสัมปชัญญะ อย่างเดียวเลย

ตอบ
หลวงพ่อจะสอนให้รู้ความรู้สึกของใจที่เกิดจากการกระทบอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจเองครับ
ซึ่งในการรู้ความรู้สึกของใจนั้น จะเป็นการรู้แบบรู้ไปตรง ๆ ซื่อ ๆ ว่า จิตใจมีความรู้สึกอย่างไร
เช่นถ้าตากระทบรูปแล้วเกิดดีใจก็ให้รู้ว่าจิตมีความดีใจ
หรือถ้าตากระทบรูปแล้วเกิดโทสะ ก็ให้รู้ว่าจิตมีโทสะ
ท่านไม่ได้สอนเพื่อให้หา ตัวรู้ นะครับ
และในการรู้ว่าจิตเป็นอย่างไร ก็ไม่ต้องมีอะไรมาเหนี่ยวรั้งเอาไว้เลยครับ
แต่ถ้าพอรู้ว่าจิตเป็นอย่างไรแล้ว จิตนั้นก็จะดับไป
หลังจากนั้นก็แล้วแต่ว่าจิตจะไปสนใจรู้อะไรต่อ
บางคนก็อาจไปรู้ลมหายใจต่อ บางคนก็อาจไปรู้กายที่คลื่อนไหวต่อ
หรือจะไปรู้อะไรต่อก็แล้วแต่ความถนัดของแต่ละครับ
พอไปรู้อะไรต่อแล้ว เดี๋ยวจิตก็จะเกิดความรู้สึกอันใหม่ขึ้น
เราก็ตามรู้ความรู้ว่าจิตว่าเป็นอย่างไรอีกครั้ง
ทำแบบนี้สลับกันไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องมองหา ตัวรู้ นะครับ

Tuesday, December 20, 2005

คำถาม-ตอบที่ 5

ถาม
การทำสมถะมีความจำเป็นต่อนักปฏิบัติไหมคะ โดยเฉพาะเมื่อเราถนัดที่จะมาดูจิต
เนื่องจากดิฉันนั่งสมาธิได้ แต่ก็ไม่ถึงกับสงบ ดิ่งลึก แค่ตั้งมั่นอยู่ชั่วขณะ แล้วก็ไม่สามารถ
นั่งสงบได้นาน จิตมันมักจะเผลอไปคิด

เวลาที่ภาวนา ดิฉันจึงมักดูเอาว่าจิตมันไปคิดอะไร จึงเหมือนว่าจริงๆ แล้วเหมือนกับปฏิบัติดูจิตในระหว่างวัน
เพียงแต่เราหลับตา เริ่มต้นด้วยการภาวนาเพื่อให้จิตสงบ

จริงๆ ตอนนี้ก็เห็นจิตที่มันสงสัยอยู่ ก็ดูที่ตัวสงสัยแล้ว แต่ก็อยากทราบคำตอบน่ะค่ะ

ตอบ
ถ้าจะว่ากันจริง ๆ แล้วการทำสมถะ (ฝึกสัมมาสมาธิเพื่อให้จิตตั้งมั่น)
ก็จำเป็นสำหรับคนส่วนมากเลยครับ
จะมีส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่สามารถทำสมถะได้
ต้องอาศัยการเจริญสติหรือ ดูจิต ซึ่งก็จะทำให้จิตตั้งมั่นได้เช่นกัน

ถ้าคุณกุ้งพอจะทำสมถะได้บ้างก็ทำไปทุกวัน วันละนิดละหน่อยก็ดีครับ
ตอนทำสมถะก็ทำไป พอทำเสร็จแล้วก็ดูจิตต่อไปเลย
เพราะการทำสมถะบ้างนั้น จะช่วยให้เรา ดูจิต ในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น
ส่วนจะใช้อุบายอะไรทำสมถะก็ได้ตามแต่จะถนัดครับ
จะดูจิตไปเรื่อย ๆ ตอนนั่งหลับตาแบบที่ทำอยู่ก็ได้ครับ
ขอเพียงทำแล้วจิตมีความสงบ-ตั้งมั่น ได้ตามสมควรก็พอแล้วครับ

Saturday, December 10, 2005

คำถาม-ตอบที่ 4

ถาม
ดิฉันอ่านหนังสือ และเปิดฟังธรรมปรารภของหลวงพ่อปราโมทย์ และนำไปหัดปฏิบัติดู
และได้อ่านหนังสือของอาจารย์สุรวัฒน์ด้วยค่ะ

โดยปกติก็จะนั่งสมาธิเพื่อให้จิตสงบ ให้สติมีกำลัง
ส่วนระหว่างวันก็จะเจริญสติ แรกๆ ก็ลืมปฏิบัติไปบ้าง พอรู้ตัวว่าเผลอก็หันมาดูจิต
รู้สึกว่าสามารถรู้ความโกรธได้ง่าย หลังๆ มานี้เห็นตัวหงุดหงิดเกิดขึ้นได้เร็วขึ้นโดยเฉพาะเวลาขับรถ
พอรู้ว่าหงุดหงิดความรู้สึกหงุดหงิดก็หายไป ไม่แน่ใจว่าปฏิบัติมาถูกทางแล้วหรือยังคะ
บางวันรู้สึกเหมือนว่าปฏิบัติดูจิตจะรู้สึกว่าเหนื่อย เป็นเพราะเรารู้ว่ามันเกิดดับ เกิดดับตลอด
แล้วการนั่งสมาธิ ทำสมถะยังจำเป็นอยู่หรือเปล่าคะ เพราะบางทีก็รู้สึกว่าเหนื่อย อยากให้จิตสงบบ้าง

ตอบ
หากรู้ว่าจิตมีความโกรธหรือหงุดหงิดแล้วความโกรธหรือความหงุดหงิดหายไปก็ถูกแล้วครับ

การดูจิตในชีวิตประจำวันแล้วรู้สึกเหนื่อยนี่ก็เป็นเรื่องปกติครับ
เหมือนเราทำงานทั้งวันก็ย่อมต้องเหนื่อยเป็นธรรมดา
หากคุณกุ้งรู้สึกเหนื่อยและอยากพักผ่อนด้วยการทำสมถะก็จำเป็นครับ
ถ้าไม่พักเลยก็จะแย่เอาครับ
การทำสมถะนั้นต้องเข้าใจว่าเราทำเพื่อเป็นการพักผ่อนนะครับ
เมื่อพักจนหายเหนื่อยแล้ว ก็ดูจิตต่อไป
ดูจิตแล้วเหนื่อยก็พัก สลับกันไปแบบนี้แหละครับ

Thursday, December 01, 2005

วิถีแห่งความสุข

วิถีแห่งความสุข

ความสุขมีอะไรบ้าง?
ได้ลาภ
ได้ยศ
ได้สรรเสริญ
มีความสบายกายสบายใจ
ได้รับในสิ่งที่ต้องการ

ของคู่กับความสุข?
ได้ลาภ - เสื่อมลาภ (ลาภหาย)
ได้ยศ - เสื่อมยศ
ได้สรรเสริญ - ถูกนินทา
สบายกายสบายใจ - ทุกข์กายทุกข์ใจ
สมหวังในสิ่งที่ต้องการ - ไม่สมหวังในสิ่งที่ต้องการ

ใครบ้างไม่ต้องการความสุข?...ยกมือขึ้น
ไม่มีเลยเหรอ

ใครบ้างต้องการความทุกข์?...ยกมือขึ้น
ไม่มีคนยกมืออีกแล้ว

คนเราก็ล้วนแต่รัก-ชอบความสุข และเกลียด-ไม่ชอบความทุกข์
พอเกิดความสุขก็ยินดีพอใจ หวงความสุข ต้องให้ความสุขคงอยู่ตลอดไป
พอความสุขมลายหายไป ก็เสียใจ หาทางทำให้ความสุขเกิดอีก
พอมีความสุขก็อยากให้สุขขึ้นไปอีก ดิ้นรน แสวงหาความสุขที่ยังไม่เกิด
ลงมือทำอะไรต่อมิอะไรสารพัด เพียงเพื่อให้มีความสุขตามที่ตัวเองต้องการ

พอเกิดความทุกข์ก็ไม่ยินดีไม่พอใจ อยากให้หายทุกข์
หาทางผลักไส ทำลายความทุกข์ให้ดับดิ้นสิ้นไป
ไม่น่าเชื่อเลยว่า บางคนถึงกับลงมือทำในสิ่งที่เลวร้ายที่สุด
เพียงเพื่อให้ตัวเองได้รับความสุข หรือเพียงเพื่อทำให้ตัวเองหายจากความทุกข์

วังวนของความสุข-ความทุกข์
(เป็นรูปแสดงถึง การหมุนเวียนของ กิเลส > กรรม > วิบาก)

วังวนนี้จะหมุนต่อเนื่องกันไม่รู้จักจบจักสิ้น
เพราะคนเรา ไม่รู้ว่า … ที่จริงแล้วความสุขนั้นไม่อาจเกิดขึ้นกับเราตลอดเวลา
ไม่รู้ว่า … ที่จริงแล้วความสุขนั้นล้วนแต่ทำให้เราต้องดิ้นรน เพื่อให้ได้สุข เพื่อจะหนีทุกข์
ไม่รู้ว่า … ที่จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นว่าเป็นความสุขนั้น จะไปจบลงที่เป็นทุกข์
ไม่รู้ว่า … ที่จริงแล้วเรากำลังถูกความสุขหลอกลวง จนในที่สุดเราต้องตกลง
ไปอยู่ในความทุกข์ไปตราบนานแสนนาน
ไม่รู้ว่า … ความสุขที่แท้จริง ที่ไม่หลอกลวงให้เราตกลงไปอยู่ในความทุกข์นั้นมีอยู่หรือไม่
เมื่อเราไม่รู้ เราจึงหลงวนเวียนอยู่ในวังวนของความสุข-ความทุกข์ไปไม่รู้จักจบจักสิ้น

มีคนส่วนหนึ่งเกิดฉุกคิดได้ว่า
หากยังอยู่ในวังวนชีวิตแบบนี้ ยังไง ๆ ก็ต้องทุกข์ ยังไง ๆ ก็ไม่อาจสุขได้อย่างแท้จริง
จึงคิดที่จะแสวงหาความสุขที่แท้จริง
ด้วยเชื่อว่า … ต้องมีทางที่จะออกไปจากวังวนของความสุข-ความทุกข์ได้อย่างแท้จริง
ไม่ต้องวนเวียนเป็นสุขเป็นทุกข์กันอีกต่อไป
จึงได้ลงมือทำตามที่ตัวเองคิดว่าจะเป็นทางที่จะพาออกไปจากวังวนของความสุข-ความทุกข์ได้


ในที่สุด
ก็มีมหาบุรุษผู้หนึ่งออกจากวังวนได้สำเร็จ
แล้วก็ป่าวประกาศว่า….
ทางออกจากวังวนนั้นมีอยู่ ผู้ใดเดินตามทางนั้นก็จะไม่เป็นทุกข์อีกเลย
มีผู้ได้ยินมหาบุรุษบอกทางให้ ก็ลงเดินตามทางนั้น จนไม่เป็นทุกข์อีกเลยเช่นกัน
มหาบุรุษผู้นั้น ได้ชื่อว่า พระพุทธเจ้า
ทางที่มหาบุรุษผู้นั้นป่าวประกาศไว้ ได้ชื่อว่า พระธรรม
ผู้ที่เดินตามทางที่มหาบุรุษป่าวประกาศไว้ ได้ชื่อว่า พระสงฆ์
(ต่อมามีผู้เดินตามทางที่มหาบุรุษป่าวประกาศไว้มากขึ้นจึงได้ชื่อว่า พุทธบริษัท ๔)

พระพุทธเจ้าทรงประกาศทางไว้ว่า
ผู้ใดต้องการพ้นไปจากวังวนของความสุข-ความทุกข์ ก็ให้มาเดินตามทาง ๆ นี้
ทาง ๆ นี้คือ
ทุกข์นั้น ให้รู้ด้วยความเพียร ด้วยความมีสัมปชัญญะ มีสติ
เหตุที่ทำให้เป็นทุกข์ (สมุทัย) นั้น ให้ละเสีย
สภาวะที่ไม่เป็นทุกข์ (นิโรธ) นั้น ทำให้แจ้งให้ปรากฏ
มรรคทั้ง ๘ นั้น ทำให้มาก

มรรคทั้ง ๘ มีอะไรบ้าง
ความเห็นชอบ ( สัมมาทิฏฐิ )
ความดำริชอบ ( สัมมาสังกัปปะ )
เจรจาโดยชอบ ( สัมมาวาจา )
ทำการโดยชอบ ( สัมมากัมมันตะ )
เลี้ยงชีพโดยชอบ ( สัมมาอาชีวะ )
ความเพียรชอบ ( สัมมาวายามะ )
ระลึกชอบ ( สัมมาสติ )
จิตตั้งมั่นชอบ ( สัมมาสมาธิ )
มรรค ทั้ง ๘ ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน จะเลือกทำเพียงบางข้อไม่ได้
เปรียบเหมือนเชือกเส้นใหญ่ที่ต้องเอาเชือกเส้นเล็ก ๆ มาฟั่นรวมกัน
หากเส้นเล็ก ๆ ขาดไปบางเส้น เชือกนั้นก็ใช้งานได้ไม่ดี


ความเห็นชอบ
เป็นทุกข์ คืออะไร
อะไรคือเหตุทำให้เป็นทุกข์
ความไม่เป็นทุกข์ คืออะไร
วิธีปฏิบัติเพื่อไม่ให้เป็นทุกข์ มีอะไรบ้าง

เป็นทุกข์ระดับเบื้องต้น
เกิด แก่ เจ็บ ( ป่วย ) ตาย
เจอะเจอสิ่งที่ไม่ชอบไม่พอใจ
พลัดพรากจากสิ่งที่รัก
ไม่สมหวังในสิ่งต่าง ๆ
เศร้าโศกเสียใจ-รำพึงรำพัน
ความลำบาก
ทุกข์ระดับนี้เป็นความทุกข์ที่ต้องเกิดกับทุกคน

เป็นทุกข์ระดับกลาง
จิตที่หลงไปยึดว่า สิ่งต่าง ๆ ทั้งภายนอกและภายในตัวเอง
รวมทั้งหลงไปยึดว่ากายและใจ ( จิต ) เป็นตัวเรา เป็นของเรา
ทุกข์ในระดับนี้ แม้แต่กำลังมีความสุขก็เป็นทุกข์
ถ้าเข้าใจทุกข์ระดับนี้ได้ ก็จะเป็นทุกข์น้อยลง เช่นขณะกำลังป่วย
จิตใจก็ไม่รู้สึกว่าเป็นทุกข์

เป็นทุกข์ระดับละเอียด
กาย ใจ ( จิต ) ซึ่งเป็นที่ตั้งอยู่ของความยึดมั่น เป็นทุกข์
ถ้าเห็นทุกข์แบบนี้อย่างแจ่มแจ้ง ก็จะไม่หลงยึดกายยึดใจ แล้วจะไม่เป็นทุกข์อีกเลย

อะไรคือเหตุให้เป็นทุกข์
ก็คือความอยาก ( ตัณหา )
ตัณหามี 3 ลักษณะคือ อยากได้ อยากเป็น ไม่อยากได้ไม่อยากเป็น
ถ้ายังมีความอยาก ก็ยังต้องอยู่ในวังวนของความสุข-ความทุกข์

ความไม่เป็นทุกข์
ก็คือ การที่เราไม่มีความอยาก
ไม่หลงไปยึดเอาทุกอย่างแม้แต่กายและจิตเองว่าเป็นตัวเรา ของเรา
เมื่อไม่ยึดก็ไม่ทุกข์ ไม่ทุกข์แม้แต่กำลังเจ็บ ( ป่วย) กำลังตาย
ไม่ทุกข์ ทั้ง ๆ ที่ยังมีชีวิตเหมือนคนอื่นทั่ว ๆ ไป

วิธีปฏิบัติเพื่อไม่ให้เป็นทุกข์
ต้องทำมรรค ทั้ง ๘ ให้บ่อย ๆ ให้ต่อเนื่องจนเกิด ผล เป็นความพ้นทุกข์
มรรคต้องทำทั้ง ๘ ข้อ ทำเพียงบางส่วนไม่ได้
หากทำเพียงบางส่วน ก็จะไม่พ้นจาก การเป็นทุกข์ได้
การทำมรรคเพียงบางข้อ ได้ผลแค่ทำให้ชีวิตมีความสงบสุข แต่ไม่เกิดผลเป็นความพ้นทุกข์

ความดำริชอบ
ดำริที่จะออกจากเรื่องของกาม
ดำริที่จะไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน
แค่ดำริ (คิด ตั้งใจ) เท่านั้น ไม่ใช่การจัดการกับเรื่องของกาม พยาบาท เบียดเบียน ให้แตกหักกันไป

เจรจาโดยชอบ
พูดในสิ่งที่เป็นความจริง
ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดเพ้อเจ้อ

ทำการโดยชอบ
ไม่ฆ่าสัตว์
ไม่ลักทรัพย์
ไม่ประพฤติผิดในกาม
ไม่ทำการใดที่เป็นการทำให้ตัวเองและผู้อื่นเดือดร้อน

เลี้ยงชีพโดยชอบ
ไม่ยังชีพด้วยสิ่งที่เป็นโทษ เช่น ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เสพยาเสพติด
ไม่หาเลี้ยงชีพด้วยอาชีพที่ผิดกฎหมาย และไม่เป็นไปตามมรรคข้ออื่น ๆ

ความเพียรชอบ
เพียร = ทำให้บ่อย
เพียรป้องกันอกุศลที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิด
เพียรละจากอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว
เพียรทำกุศลที่ยังไม่เกิด ให้เกิด
เพียรทำกุศลที่เกิดแล้ว ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
ง่าย ๆ ก็ เพียรทำดี - ละชั่ว

ระลึกชอบ
ให้มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ ในขณะที่รับรู้สิ่งต่าง ๆ ( กาย เวทนา จิต ธรรม ) ด้วยการเห็นเป็นเพียงสิ่งที่มีการเกิดขึ้น-เสื่อมดับไปเป็นธรรมดา

จิตตั้งมั่นชอบ
ให้มีจิตตั้งมั่น ไม่หลงเพลิดเพลินไปในสิ่งต่าง ๆ ที่กำลังปรากฏ
จิตตั้งมั่นชอบ ได้ชื่อว่า สัมมาสมาธิ
สัมมาสมาธิจะคล้ายกับสมาธิที่เรารู้จักกัน แต่ต้องมีความไม่หลงเพลิดเพลิน
ไปในสิ่งต่าง ๆ ( มีสติบริสุทธิ์ ) เป็นลักษณะเด่น

การดูหนัง อ่านหนังสือ ฯลฯ ด้วยความหลงเพลิดเพลินไปกับหนังหรือเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ
เรียกว่า มีสมาธิ แต่ไม่ใช่สัมมาสมาธิ
แม้แต่การนั่งสมาธิทำจิตจนมีความสุขสงบ ถ้ายังหลงเพลิดเพลินไปกับความสุขสงบ
ไม่เห็นว่าความสุขสงบนั้นก็เกิดขึ้นเสื่อมดับไปเป็นธรรมดา ก็ยังไม่ใช่สัมมาสมาธิ

ทำมรรคทั้ง ๘ ให้มาก ทำอย่างไร
ทำได้ด้วยการ ฝึกให้มีความรู้สึกตัวบ่อย ๆ ในแต่ละวัน


รู้สึกตัวเป็นอย่างไร
รู้สึกตัว = ไม่เผลอ
เผลอ จะลืมตัวเอง ไม่รู้สึกว่ามีตัวเองอยู่ในโลก

เผลอไป จริงไหม?
ดูหนัง ดูทีวี ก็เผลอไปได้
พูดโทรศัพท์ ก็เผลอไปได้
มองสาวสวย (มองหนุ่มหล่อ) ก็เผลอไปได้
โกรธ ก็เผลอไปเหมือนกัน
เผลอได้กับทุก ๆ กิจกรรม

ทันทีที่รู้สึกตัว ก็จะรู้ว่า เมื่อกี้เผลอไป
เมื่อหัดสังเกตจนรู้สึกได้จริง ๆ ว่า เมื่อกี้เผลอไป ก็จะพบว่า
ทันทีที่รู้สึกตัว จะรู้สึกผ่อนคลาย สบาย ๆ ไม่เพ่งจ้อง
(การเพ่งจ้องจะทำให้มึน ตึง หนัก ซึ่งยังไม่ใช่การรู้สึกตัว)

เผลอไปแล้ว ก็แล้วกันไป
ใคร ๆ ก็เผลอไปกันทุกคน คนที่ไม่เผลอเลยคือคนที่พ้นจากวังวนของความสุข-ทุกข์ได้แล้ว
ไม่ต้องพยายามทำให้ไม่เผลอ
ยิ่งรู้ว่าเผลอบ่อย ก็ยิ่งรู้สึกตัวได้บ่อย

รู้สึกตัวได้ ก็เห็นจิตใจตัวเองได้
เห็นจิตใจตัวเองมีอาการต่าง ๆ นา ๆ
เดี๋ยวก็มีความโกรธ เดี๋ยวก็มีความพอใจ เดี๋ยวก็เหม่อลอย เดี๋ยวก็คิดโน่นคิดนี่ ฯลฯ
เมื่อเห็นจิตใจตัวเองมีอาการต่าง ๆ นา ๆ
ก็ให้ แค่ดู ไปเท่านั้น ไม่ต้องพยายามแก้ไขจิตใจตัวเอง

แค่ดูจิตใจตัวเองเท่านั้น
จิตจะดีหรือไม่ดี ก็ไม่ต้องพยายามแก้ไขจิตใจตัวเอง
การแค่ดูจิตใจตัวเอง เป็นการทำให้เกิดปัญญา รู้แจ้งความจริงว่า
จิตนั้นไม่เที่ยง (อนิจจัง)
จิตนั้นเป็นทุกข์ (ทุกขัง)
จิตนั้นไม่ใช่ตัวตนที่จะบังคับได้ (อนัตตา)


เมื่อรู้แจ้งความจริง
สามารถปล่อยวางความเห็นผิด
ไม่ก่อเหตุที่จะทำให้ทุกข์
สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ด้วยจิตใจที่ไม่เป็นทุกข์
จะเป็นผู้ รู้-ตื่น-เบิกบานระหว่างวัน ได้ตามที่พระพุทธองค์ทรงประกาศหนทางเอาไว้ให้

สรุปแนวการเจริญมรรคแบบง่าย ๆ
๑. รู้สึกตัวให้เป็น
๒. แค่ดูจิตใจตัวเองตามที่เป็นจริง (ดูจิตด้วยความรู้สึกตัว) ไปเรื่อย ๆ

หนทางยังมีอยู่
ผู้เดินทางยังไม่ขาดสาย
ลงมือเสียแต่วันนี้ ก่อนที่กระแสลมแห่งกาลเวลา
จะพัดพารอยพระบาทของท่านจางหายไป
เพราะถึงเวลานั้นพวกเราก็จะต้องระหกระเหินไร้ทิศทางไปอีกนานแสนนาน

สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา
๑๘ พ.ย. ๒๕๔๘